กระดานสนทนาคาทอลิก
Ѹ¹ 09, 2010, 08:27:02 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: 10 ปี เวบไซต์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ  www.catholic.or.th 9 กรกฏาคม 2010
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คำทำนายวันสิ้นโลกและข้อเท็จจริง  (อ่าน 10480 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: Ҿѹ 19, 2010, 08:07:12 PM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ                                หอดูดาววาติกัน
                                  Vatican Observatory

          หอดูดาววาติกันเป็นสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ของสันตะสำนัก  ขึ้นกับระบบบริหารปกครองของนครรัฐวาติกัน (Governorate of Vatican City State) หอดูดาวเป็นหนึ่งในสถาบันดาราศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในโลก  ความสนใจของพระสันตะปาปาด้านดาราศาสตร์ สามารถศึกษาย้อนกลับไปถึงพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 ซึ่งสร้างหอคอยพายุ (Tower of the Winds)ในวาติกันเมื่อ ปี 1578  และต่อมาได้เชิญพระสงฆ์เยซูอิตที่เป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ มาศึกษาข้อมูลและแหล่งพัวพันทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฟื้นฟูปฏิทิน(calendar) ซึ่งมีขึ้นในปี 1582  จากเวลานั้นและต่อเนื่องมาสันตะสำนักได้แสดงความสนใจและสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  ความเป็นไปแรกเริ่มของหอดูดาวมาถึงจุดสุดยอด ระหว่างกลางศตวรรษที่ 19 โดยมีการวิจัยค้นคว้าที่ Roman College โดย คุณพ่อ Angelo Secchi สงฆ์เยซูอิตผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นคนแรกที่สร้างระบบแบ่งแยกชั้นของดาวตามแสงที่เปล่งออกมา(spectra)  ด้วยประเพณีการทำงานที่เข้มแข็งเป็นรากฐาน และเพื่อตอบโต้การใส่ความที่มีมานานว่าศาสนจักรเป็นศัตรูกับวิทยาศาสตร์  พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ในสาส์น Motu Proprio ชื่อ Ut Mysticam ลงวันที่ 14 มีนาคม 1891  ได้ฟื้นฟูก่อตั้งใหม่เป็นทางการคือหอดูดาววาติกัน และสร้างขึ้นที่เนินเขาสูงหลังโดมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์



          คณะนักบวชหลายคณะได้อุทิศบุคลากรและผู้บริหารจัดการหอดูดาวแห่งนี้  รวมทั้งคณะ Barnabites, Oratorians, Augustinians และ เยซูอิต  ในช่วงเวลามากกว่า 4 ทศวรรษเล็กน้อย  การวิจัยค้นคว้าทางดาราศาสตร์ได้ดำเนินไป รวมทั้งโครงการนานาชาติที่ลือเลื่องเพื่อทำแผนที่ดาวบนท้องฟ้า  ในปี 1910 นักบุญปีโอที่ 10 ได้จัดสถานที่ใหม่กว้างขวางกว่าสำหรับสร้างหอดูดาวที่วิลล่าแห่งหนึ่งในสวนของวาติกันที่สันตะปาปาเลโอที่ 13 ได้สร้างไว้  พระองค์ได้แต่งตั้งคุณพ่อ Joannes Hagen สงฆ์เยซูอิตเป็นผู้อำนวยการ  อย่างไรก็ดี เมื่อเริ่มปี 1930 ก็ปรากฎชัดว่าการเติบโตของนครรัฐวาติกันทำให้ท้องฟ้าเหนือเมืองนี้สว่างไป จนไม่สามารถศึกษาดาวที่มีแสงริบหรี่ได้  ดังนั้น พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 จัดสถานที่ใหม่สร้างหอดูดาว คือบ้านพักตากอากาศฤดูร้อน Castel Gandolfo ในเนินเขา Alban Hills ห่าง 35 ก.ม.ทางใต้ของกรุงโรม  เป็นที่นี่เองที่หอดูดาวทันสมัย ได้มอบความไว้วางใจให้สงฆ์เยซูอิตดูแลจัดการ  หอนี้สร้างขึ้นได้ในกลางปี 1930 พร้อมกับการสร้างกล้องดูดาวทรงพลังใหม่อีก 3 ชุด  การติดตั้งห้องแล็ปฟิสิกส์ดาราศาสตร์เพื่อวิเคราะห์ทาง spectrochemical และการขยายโครงการวิจัยสำคัญๆมากมายต่อดาวหลายๆดวง ด้วยการติดตั้งกล้องโทรทัศน์มุมกว้าง Schmidt ในปี 1957 การวิจัยศึกษาได้ขยายขอบเขตไปสู่หัวข้ออื่นๆ โดยที่เทคนิคใหม่ๆสำหรับจัดชนิดดาวตามแสงที่เปล่งออกมานี้ยังคงเป็นโปรแกรมเร่งด่วนของหอดูดาวแห่งนี้

           เนื่องจากปะชากรของกรุงโรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ท้องฟ้าเหนือหอดูดาวอีกครั้งหนึ่งสว่างเกินไป  ด้วยสาเหตุนี้ ในปี 1981 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หอดูดาวได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยค้นคว้าแห่งที่สองที่เรียกว่า VORG(Vatican Observatory Research Group) ในเมือง Tucson มลรัฐ Arizona สหรัฐอเมริกา หนึ่งในศูนย์กลางที่ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดของโลกในงานดาราศาสตร์สังเกตการณ์  กลุ่มเจ้าหน้าที่หอดูดาวมีที่ทำงานที่ Steward Observatory ของ University of Arizona ที่ซึ่งพวกเขารับทราบข้อมูลทุกชนิดจากกล้องดูดาวทันสมัยที่ตั้งอยู่ในแถบ Tucson ทั้งหมด  ในปี 1993 หอดูดาวในความร่วมมือกับหอดูดาว Steward ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์เทคโนโลยีก้าวหน้าของวาติกัน (VATT – Vatican Advanced Technology Telescope) บนภูเขา Mt. Graham มลรัฐ Arizona  บางทีถือว่าเป็นที่ตั้งการวิจัยค้นคว้าทางเทหดาราศาสตร์ดีที่สุดในคาบสมุทรสหรัฐ  นี้เป็นกล้องโทรทรรศน์เลนซ์อินฟราเรดชุดแรกของ Mt. Graham International Observatory (MGIO)  โครงการซึ่งปีต่อๆไปจะมีการก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดของโลกอีกหลายชุด  VATT ได้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ๆในการทำเลนซ์กระจกเงาที่แข็งแรง น้ำหนักเบา(เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร)ติดประกบชุดเตาหมุนได้  ด้วยงานของ VATT ในเมือง Tucson และงานนักดาราศาสตร์ของหอดูดาว ในที่สุดก็สามารถทำโปรแกรมค้นคว้าในระยะเวลายาวนานติดต่อกันเหมือนที่ทำในอดีต ที่ Castel Gandolfo  ดังนั้น จากศูนย์ดูดาวทั้งสองแห่ง คือที่ Castel Gandolfo และ Tucson หอดูดาวก็คงสามารถดำเนินการศึกษาปัจจุบัน รวมทั้งเรื่อง : แบบของเทหวัตถุฟากฟ้า, การจัดแยกชนิดของแสงที่เปล่งออกมาของดาวฤกษ์ชนิดต่างๆเป็นพิเศษ, การแพร่กระจายโลหะมากหรือน้อยของดาวฤกษ์, ดาวแฝดและการแลกเปลี่ยนวัตถุสาร, ส่วนประกอบของเมฆดำซึ่งจากตรงนั้นดาวฤกษ์ใหม่ๆเกิดขึ้น, อนุภาคประกอบรอบๆดาวฤกษ์เกิดใหม่และประวัติศาสตร์ดาว.  หอดูดาวดำเนินงานโปรแกรมเหล่านี้โดยร่วมมือกับสถาบันค้นคว้าและวิจัยทางดาราศาสตร์ในประเทศต่างๆ เช่น Argentina, Brazil, Canada, Chile, Finland, Italy, Lithuania, South Africa, The United States และในฐานะสมาชิกของ IAU ( International Astronomical Union) และ ICRA ( The International Center for Relativistic Astrophysics)  ในปี 1985 หอดูดาวในความร่วมมือกับ Center for Theology and the National Sciences ที่ Berkeley มลรัฐ California เริ่มชุดสัมมนาศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้โดยนำเข้ามารวมกันทางด้านวิทยาศาสตร์ ปรัชญาและเทววิทยา ในทำนองงานของพระเป็นเจ้า จากแง่ของวิทยาศาสตร์

          ห้องสมุดที่ Castel Gandolfo มีหนังสือมากกว่า 22,000 เล่มและเก็บสะสมหนังสือโบราณหายาก รวมทั้งงานของ Copernicus, Galileo, Newton, Kepler, Brahe Clavius, และ Secchi ที่เพิ่มเติมมาก็มีงานสะสมที่ยอดเยี่ยมของเสก็ดดาวและอุกาบาต                                                                                                                    ซึ่งจากสิ่งเหล่านี้ ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคแรกๆของระบบสุริยะได้เผยออกมา  ผลการค้นคว้าถูกตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ  รายงานประจำปีถูกแจกจ่ายไปยังสถาบันต่างๆมากกว่า 400 แห่งทั่วโลก  ในช่วงระหว่างเวลาประมาณทุก 2 ปี หอดูดาวเป็นเจ้าภาพจัดที่ Castel Gandolfo หรือ Tucson ให้มีการพบปะทางวิทยาศาสตร์กับผู้ทรงความรู้ประมาณ 20 คน มาศึกษาหนึ่งในหัวข้อศึกษาปัจจุบันของหอดูดาวนั้น และมีการพิมพ์รายงานเป็นหนังสือโดยวางรากฐานจากผลลัพท์ของการประชุมนั้น  ในปี 1986 Castel Gandolfo หอดูดาววาติกันจัดให้มีการศึกษาแบบ Summer School ในวิชาวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์เป็นเวลานานเกือบเดือน สำหรับนักศึกษา 25 คนจากทั่วโลก สอนโดยผู้ทรงคุณวุฒิลือชื่อที่ได้รับเชิญมาสำหรับโอกาสนี้  Summer School จัดอีกในปี 1988  และตั้งแต่นั้นมากลายเป็นงานจัดประจำสองปีครั้ง  นักวิจัยค้นคว้าที่ทำงานกับนักดาราศาสตร์ของหอดูดาว  เป็นแขกรับเชิญไปที่ Castel Gandolfo ในโอกาสหลังๆด้วย

          หอดูดาววาติกันได้รับงบประมาณช่วยเหลือประจำปีจากสันตะสำนัก  อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการพิเศษ เช่น VATT  หอดูดาวขอพึ่งพาความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงและผู้มีพระคุณ  ผ่านมูลนิธิ “ Vatican Observatory Foundation”  ที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ และได้รับยกเว้นภาษี(เพราะเป็นมูลนิธิ).

          และจากการที่วาติกันมีหอดูดาวทันสมัยที่สุดถึง  2 แห่ง ที่คอยตรวจสอบและติดตามเทหวัตถุฟากฟ้าต่างๆมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน  ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าวาติกันมีข้อมูลและบันทึกเป็นทั้งภาพถ่าย ภาพยนตร์ วีดีโอรวมทั้งการรับคลื่นวิทยุทางอวกาศจากชีวิตนอกโลก เก็บไว้ศึกษามากมาย  รวมทั้งภาพถ่ายวีดีทัศน์(VDO) ของดาวที่เรามนุษย์กำลังใจจดใจจ่อขณะนี้ – Nibiru และ Planet X  ไง – ครับ.

                              AMDG      ----      Alan    Petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: Չҥ 24, 2010, 04:26:21 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: Ҿѹ 21, 2010, 06:38:04 PM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ        Nibiru – ฝ่ายข่าวกรองวาติกัน – Secretum Omega

          ในปีที่พึ่งผ่านพ้นไป นักสำรวจอิสระชาวอิตาเลียน Cristoforo Barbato (Naples 1972) ได้รับข้อมูลข่าวที่เชื่อถือได้จากประจักษ์พยานถึงการกลับมาของ Planet X และกิจกรรมของสำนักข่าวกรองที่ทำให้สันนิษฐานได้ เรียบเรียงจากพระสงฆ์เยซูอิต ซึ่งใช้รหัสว่า S.I.V. หรือคำเต็มภาษาอิตาเลียนคือ     Servizio informazioni del Vaticano = Vatican Intelligence Service = สำนักข่าวกรองวาติกัน  ผู้ติดต่อกับ Barbato เป็นชายคนหนึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นคนใน(insider)ของวาติกัน ทำงานสำหรับสันตะสำนัก(Holy See) และเป็นพระสงฆ์เยซูอิต.

          ตอนเริ่มติดต่อกันในปี 2000 Barbato ยังไม่แน่ใจและสงสัย”คนใน”แบบที่แสดงตนเอง แต่ณจุดหนึ่งของการติดต่อสัมผัส ซึ่งกินเวลาเกือบสองปี เขาก็สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคนในคนนั้นได้  ชายคนนั้นเป็นพระสงฆ์คณะเยซุอิตและทำงานในนครวาติกันจริง  แน่นอน Cristoforo Barbato กำลังปกป้องอัตลักษณ์ของแหล่งข้อมูลตามที่ต้องการ จากความเป็นมืออาชีพในความเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่เคร่งศีลธรรม.  

          Barbato ขอพบคนในคนนี้เพื่อยืนยันเงื่อนไขที่จำเป็นในการดำรงการพบปะสัมพันธ์ แม้จะรู้สึกอันตราย แต่คนในของวาติกันก็ตอบรับ  และข้าพเจ้าคิดเอาว่าเขาเห็นด้วยว่ามันจำเป็นเมื่อพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลสำคัญยิ่งยวดนั้น  มีการพบปะกันสองครั้งในที่สาธารณะในกรุงโรม ปี 2001 สิ่งที่ Barbato รับรู้จากเขาคือ ในกลุ่ม S.I.V. มีกลุ่มเสียงส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่รับมาเกี่ยวกับปัญหาดาว Planet X  ดังนั้น ในความคิดของข้าพเจ้า การเปิดเผยจาก”ม้วนภาพยนตร์เยซุอิต” เป็นผลลัพท์ที่ไม่ใช่เพียงการหักกฎเกณฑ์ธรรมดาของพันธะกรณีที่เป็นความลับ แต่เป็นการละเมิดศีลธรรมของ”กลุ่มไม่ยอมงอ”ด้วยความเสี่ยงสูง : การฟื้นชีพของอารยะธรรม!

          เพื่อเป็นข้อพิสูจน์กว่านั้น ในปี 2001 ด้วย คนในของวาติกันส่งให้ Barbato เทปม้วนหนึ่ง(ซึ่งข้าพเจ้าขอตั้งชื่อว่า “ม้วนภาพยนตร์เยซูอิต” หรือ Jesuit Footage) ขอให้นำเรื่องนี้สู่ความสนใจของสาธารณชน  ม้วนนี้เป็นคลิปภาพยนตร์ความยาว 2 นาที แสดงถึงการตามสังเกตศึกษาในอวกาศไกลโพ้นเกี่ยวกับกลุ่มดาวเคราะห์ที่มีบรรยากาศหนาทึบ(คาดว่าคือดาว Planet X)ขณะที่โคจรเข้าใกล้ระบบสุริยะ แต่ยังอยู่นอกทางโคจรของดาวเกตุหรือ Neptune

          วีดีโอ ที่ข้าพเจ้ามีโอกาสชมหลายครั้ง เริ่มด้วยอรัมภบท ซึ่งเป็นรหัสจัดชั้นความลับ (วีดีโอม้วนนี้เป็นชั้นความลับ “ Secretum Omega” ซึ่งสูงกว่าการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดใน S.I.V. สูงเทียบความลับ CTS ลับสุดยอดหรือ “Cosmic Top Secret” ของ NATO) และทำขึ้นโดยโครงการพิสูจน์สำรวจอวกาศที่เป็นโครงการลับในชื่อ Siloe.

      <a href="http://www.youtube.com/v/bw9PJotFj7o" target="_blank">http://www.youtube.com/v/bw9PJotFj7o</a>"></          

“คนใน”วาติกันบอก Barbato ว่า สำนักงานพิสูจน์สำรวจอวกาศได้รับคำสั่งลับๆจาก Lockheed Martin และเสริมพรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์กล้องอินฟราเรดทันสมัยที่สุดและระบบขับเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า จัดประกอบขึ้นที่ Area 51 (Nevada U.S.A.)  และส่งขึ้นอวกาศโดยอากาศยานความเร็วขั้น Hypersonic Aurora – Type ในปี 1990 โดย โครงการพิสูจน์สำรวจอวกาศ Siloe ตามการปฏิสัมพันธ์ของ Barbato ทราบว่ามีการส่งภาพมวลดาว Planetoid กลับมาในเดือนตุลาคมปี 1995 หลังจากที่มันกลับเข้าสู่ระบบสุริยะ ซึ่งตรงนี้มันจะมีพลังแรงพอที่จะส่งสัญญาณที่มีคุณภาพเข้าสู่กล้องโทรทรรศน์วิทยุลับที่ซ่อนอยู่ในโรงกลั่นน้ำมันที่เลิกใช้แล้วใน Alaska  ควบคุมจัดการโดยกลุ่มเดียวคือคณะพระสงฆ์เยซูอิตที่ทำงานให้ S.I.V.  เขาเสริมว่า กล้องโทรทรรศน์วิทยุสร้างเมื่อปี 1990 เพื่อใช้ติดตามสังเกตุเทหวัตถุฟากฟ้า(celestial bodies)ที่โคจรเบี่ยงเบนผิดปกติและเข้าใกล้ระบบสุริยะ  คนในของวาติกันบอกนักสำรวจอิสระว่ากลุ่มดาวเคราะห์ Planetoid ที่เห็นในวีดีโอเทปนั่นแหละคือ Planet X หรือที่ขนานนามว่า The Sumerian Nibiru”.

          คำว่า”ข้าพเจ้า”ที่ใช้ในข้อความที่โพสต์อยู่ในเรื่องนี้  หมายถึง”นักข่าวที่รายงานข่าวนี้”  ท่านที่สนใจจะทราบว่าเป็นใครต้องรอตอนท้ายรายงานข่าวนี้ – ครับ.

                                AMDG      ----     Alan   petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: Զع¹ 20, 2010, 01:01:43 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #32 เมื่อ: Ҿѹ 23, 2010, 10:00:38 AM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ                     Nibiru –Vatican Intelligence Service ตอน 2          

          หลายปีต่อมา วันที่ 30 เมษายน 2005  Barbato ได้ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องสำคัญนี้และแสดง”ม้วนภาพยนตร์เยซูอิต”แก่สาธารณชน  การเปิดฉายแสดงมีขึ้นที่ Province Palace 0f Pescara (เมืองทางฝั่งทะเล Adriatic ของอิตาลี)  ในการประชุมใช้ชื่อว่า “UFO? ความจริงที่เป็นความลับสูงสุด จาก Area 51 ถึง Planet X” จัดงานโดยสมาคม ”Ufobserver” สมาคมทางวัฒนธรรมอิตาเลียนในเมือง Pescara  จากปี 2001 ถึง 2005 Barbato ทำงานต่อเนื่องและยังคงทำงานต่อไป เพื่อหาประจักษ์พยานแวดล้อมที่สามารถพิสูจน์ความมีอยู่จริงของดาว Nibiru (Planet X) และ Vatican Secret Service  สำหรับ S.I.V. เขาได้พบข้อมูลสุดยอดสำคัญในข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง เป็นหนังสือเขียนโดย Mark Aarons และ John Loftus ที่ชื่อว่า “Ratlines”  ข้าพเจ้าได้พบการอ้างอิงไม่ตรงทีเดียวอีกชิ้นหนึ่งในข้อเขียนภาษาอิตาเลียน เขียนโดย Lt. Col. Umberto Rapetto ร่วมกับนักหนังสือพิมพ์ Roberto Di Nunzio : ชื่อ L’atlante delle spie, Bur Publisher, Milan, 2002 (บทที่ 5 – Lo Spionaggio in porpora : il Vaticano) ในหน้า 89 paragraph 2.3 (Le nunziature) ที่กล่าวถึง Robert A. Graham พระสงฆ์เยซูอิต ซึ่งในอดีตได้ให้ข้อสังเกตเป็นนัยเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของ Vatican Secret Service.

          การให้ข้อมูลผิดพลาดหรือการถ่ายทอดช้าๆของข้อมูลที่จัดชั้นเป็นระบบไว้ ? Barbato ได้รับความรู้โดยการติดต่อปฏิสัมพันธ์ลับให้เผยแพร่ข่าวสารสำคัญเยี่ยงชีวิตโดยผ่านทางสื่อ เพื่อช่วยให้มนุษยชาติเตรียมการสำหรับเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งในอนาคตจะเกี่ยวพันกับบรรดาสิ่งสร้างทั้งหลายในโลก  เพื่อได้ข้อมูลมากกว่าเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการค้นคว้า ผู้อ่านอาจดูการให้สัมภาษณ์ของพระสงฆ์เยซูอิตอิตาเลียน(โดย Cristoforo Barbato สงวนลิขสิทธิ์) ที่จัดขึ้นในโรมปี 2001 แปลเป็นภาษาอังกฤษและพิมพ์เผยแพร่ใน Website ของแคนาดาที่มีชื่อเสียง คือ http:// www.ufodigest.com  การยืนยันกลายๆ! ความวิปริตอย่างประหลาดในระบบสุริยะ  มีการยืนยันทางอ้อมอย่างจริงจังของ “ม้วนภาพยนตร์เยซูอิต” ระดับชั้น Secretum Omega ไหม?  คำตอบ : มีแน่.

          นายแพทย์อเมริกัน Dr. Steven M. Greer ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าศูนย์ Center for the Study of Extraterrestrial Intelligence = CSETI และ”โครงการเปิดเผยความรู้ต้องห้าม” ในบทที่ 16 “ Circles of Power – Behind the UFO Secrecy “ เขาเขียนว่า....เกี่ยวกันกับเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวของ UFO และการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับ ETs (มนุษย์ต่างดาว – อีที)  ชายคนหนึ่ง ระหว่างพัก พาข้าพเจ้าออกไปที่ระเบียงและพูดว่า “คุณทราบแน่ เราเข้าใจว่า คุณได้พบกับผู้อำนวยการ CIA (สำนักข่าวกรองสหรัฐ) และกำลังให้ข้อมูลข่าวสารนี้กับท่านประธานาธิบดีสหรัฐ  แต่คุณจำเป็นต้องรู้ว่า คนพวกนั้นไม่รู้อะไรเลย และพวกเขาก็ไม่คิดจะอยากรู้อะไรทั้งนั้น .... และคุณควรคุยกับคนมีความคิดเฉลียวฉลาด ควรคุยกับคณะนักบวช และที่สำคัญคณะนักบวชนั้นคือคณะเยซูอิต ที่เป็นผู้ควบคุมงานส่งผ่านเทคโนโลยี “ -- Steven M. Greer M.D. 2006 - Website : http://www.nexusmagazine.com

          ข้อความที่ยกมาอ้างอิงถึงการพบปะระหว่าง Dr. Steven Greer และ”คนใน”กบฏบางคนที่มีขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 1994 ที่ Phoenix อาคาร Wringley Mansion  ที่เราสามารถเข้าใจโดยไม่มีแม้แต่เงาของความสงสัย คือว่า หนึ่งในคนเหล่านั้นสารภาพกับ Greer ว่าพระสงฆ์เยซูอิตบางองค์ควบคุมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ UFO Technology และการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างดาว(Aliens)  ดังนั้น คำพูดของ Greer เป็นการยืนยันกลายๆถึงทั้งพยานหลักฐานและทั้งประจักษ์พยาน Rev. Malachi Martin (การสัมภาษณ์ทางวิทยุกับ Art Bell 1997) และพยานหลักฐานของ Barbato  เพราะคำยืนยันของ Greer มาทีหลังและแหล่งข่าวของเขาแตกต่างจากคนอื่น.

          คิดว่าสิ่งนี้อาจเป็นที่สนใจสำหรับบางคนที่อยู่ที่นี่กระมัง.

          สันติ สวัสดี  

            Michael

          ข้อมูลที่คุณ Michael นำเสนอมาเพื่อให้พวกเราทราบถึง Nibiru ในการตรวจสอบติดตามของ V.I.S. ที่ใช้เครื่องมือทันสมัยที่สุด เป็นข้อมูลเชื่อถือได้หรือไม่ แล้วแต่ท่านจะพิจารณาว่า รับได้หรือไม่  มาถึงตรงนี้ เราชาวคาทอลิกทราบข้อมูลที่พวกเราไม่เคยทราบและหลายคน(คาทอลิกเรานี่แหละ)ดีใจที่ทราบว่า พระศาสนจักรคาทอลิกมิได้เชื่ออะไรเหลวไหวหรือขาดความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ  ท่านก็เห็นแล้วว่า วาติกันลงทุนเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นต้นดาราศาสตร์มานานแล้ว และรวบรวมความรู้สารพัดทางด้านที่ชาวโลกควรจะรู้ไว้ เป็นภูเขาเลากา  ที่เราพึ่งทราบไม่นานก็เพราะวาติกันต้องการศึกษาให้แน่ใจก่อนที่จะแถลงให้สาธารณชนรับทราบ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเรื่องที่ว่าโลกอาจถึงวันสิ้นสุดในวันใดวันหนึ่งนั้น  ยิ่งต้องระมัดระวังยิ่งยวด  ที่รู้กันก็เพราะมี”คนใน”ของวาติกันบางคนดึงเอกสารสำคัญออกมาเปิดเผยให้คนนอกนำออกมาเผยแพร่  ซึ่งเป็นการกระทำที่”ขัดต่อระเบียบแบบแผนการทำงานของฝ่ายความลับสุดยอด”  ขออภัย คณะพระสงฆ์เยซูอิตที่เป็น”ตัวดำเนินเรื่อง” ที่หลายคนคงอยากทราบว่าท่านผู้นี้ชื่ออะไร  อ่านๆดูคงพอเดาออก – ครับ.

                                 AMDG      ----      Alan  Petervich
บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #33 เมื่อ: Ҿѹ 23, 2010, 09:32:03 PM »

 ยิ้ม ฮืม ยิ้มกว้างๆ                    Planet X Nibiru !!
       คำเตือนของฝ่ายบริหารนอร์เวถึงโลกว่ามีจริงและกำลังโคจรเข้ามาใกล้โลก

          นี้เป็น”จดหมายเปิดผนึก”จากนักการเมืองนอร์เวคนหนึ่ง  เขาส่งจดหมายฉบับนี้มายัง Project Camelot Team. ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคม ปี 2008  เขาพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดในปี 2012 ที่นอร์เวเป็นพิเศษ แม้ว่าสาส์นของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งครบก็ตาม

          “ข้าพเจ้าเป็นนักการเมืองนอร์เว  ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่าสิ่งยุ่งยากทั้งหลายจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2012 รัฐบาลนอร์เวกำลังสร้างฐานใต้ดินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกถามเรื่องนี้พวกเขาก็เพียงตอบเป็นปกติว่า ที่สร้างนั้นก็เพื่อการคุ้มครองประชาชนคนนอร์เว  เมื่อข้าพเจ้าถามว่าจะเสร็จเมื่อใด พวกเขาตอบว่า “ก็ก่อนปี 2011 “

          Nibiru กำลังมาและนอร์เวได้เริ่มสะสมอาหารและเมล็ดพืชในเขต Svalbard  พวกเขาตั้งใจจะช่วยเฉพาะคนที่เป็นกลุ่มอำนาจและคนที่สามารถจะผลิตขึ้นมาใหม่ได้ : คือ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และ ฯลฯ

           สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบมานานแล้วว่า คงต้องจากไปก่อนปี 2012 ไปที Mosjoen ซึ่งตรงนั้นเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารลึกใต้ดิน  ค่ายทหารแห่งนี้ได้สร้างมาเป็นเวลานานแล้ว.

          ประชาชนที่กำลังจะถูกทิ้งบนผิวดินและตายไปพร้อมกับคนอื่นๆจะไม่มีความช่วยเหลือแบบใดทั้งนั้น  แผนการคือ ชาวนอร์เว 2,000,000 คนจะปลอดภัยในขณะที่พวกที่เหลือต้องตายไป  ซึ่งหมายความว่าประชากรจำนวน 2,600,000 คนจะสูญสิ้นไปในตอนกลางคืน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร.


  <a href="http://www.youtube.com/v/x_qbwQfYRa0" target="_blank">http://www.youtube.com/v/x_qbwQfYRa0</a>"
        

          ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจมาก  บ่อยครั้งจะร้องไห้คร่ำครวญร่วมกับเพื่อนๆที่ต่างทราบว่าคนจำนวนมากกว่าจะรู้ก็สายไปแล้ว  และทุกอย่างจะสิ้นสุดสำหรับพวกเขา  รัฐบาลกำลังโกหกประชาชนเริ่มตั้งแต่ปี 1983 จนถึงเดี๋ยวนี้  นักการเมืองคนสำคัญๆรู้เรื่องดีแต่น้อยคนจะบอกกล่าวให้คนรู้  ถ้าพวกเขาบอกใครสักคน พวกเขาต้องตายอย่างแน่นอน แต่ข้าพเจ้าไม่เกรงอะไรแล้วสำหรับตนเอง  ประชาชนต้องรู้เรื่องนี้  มนุษยชาติต้องอยู่รอดและชาติพันธ์มนุษย์ต้องดำรงอยู่ต่อไป.

          รัฐบาลของทุกประเทศในโลกต่างห่วงกังวลเรื่องนี้ และพวกเขาเพียงพูดว่ามันคงเกิดขึ้น  สำหรับประชาชนเหล่านั้นที่สามารถช่วยตนเองได้ข้าพเจ้าคงบอกว่าให้หาที่สูงอยู่อาศัย และพยายามสำรวจหาถ้ำบนนั้นที่พวกคุณสามารถเก็บสะสมอาหารให้เลี้ยงชีพได้อย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปี จำพวกเครื่องกระป๋องและน้ำให้ใช้ได้สักช่วงเวลาหนึ่ง  ยาเม็ดแก้พิษรังสีและชุดป้องกันเชื้อควรจัดหาไว้ถ้ามีงบประมาณพอเพียง

          เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะพูด : ขอพระเป็นเจ้าทรงโปรดช่วยพวกเราทุกคน....แต่ ข้าพเจ้ารู้ว่าพระองค์คงจะไม่ช่วย(เพราะที่จะเกิดนั้นเป็นการกระทำเพื่อลงโทษมนุษย์ไง)  ก็แต่ละคนเท่านั้นต่างคนต่างหาทางเอาเองซึ่งต่างกันไป.... ตื่นเถอะ ได้โปรด!!!



          ข้าพเจ้ายืนยันกับคุณว่า 100% สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น  มีเวลาถึง 4 ปีเพื่อเตรียมตัวรับวาระสุดท้าย  หาอาวุธไว้ และรวมตัวกันเพื่อช่วยกันให้อยู่รอด และเป็นต้นหาสถานที่ที่คุณจะอยู่รอดปลอดภัยโดยมีอาหารชั่วระยะเวลาหนึ่ง  โปรดจำไว้ว่าบรรดาคนที่อยู่ในเมืองและรอบๆเมืองในปี 2012 จะเป็นพวกแรกที่โดนก่อนและตายก่อน  ต่อไปกองทัพจะรวบรวมคนที่รอดตายเข้ามาเป็นกลุ่มและถูกยิงให้เสียชีวิตถ้ามีการขัดขืนที่จะนำพวกเขาไปเข้าค่าย ที่ซึ่งแต่ละคนจะถูกกาเครื่องหมายแสดงตัวเลขและรหัส

          สาธารณชนจะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นจนกว่าเรื่องจะจบลง เพราะว่ารัฐบาลไม่ต้องการก่อให้เกิดการแตกตื่นวุ่นวายแก่มวลชน  ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆและรัฐบาลก็มลายหายสูญไป.

          แต่ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า : อย่าออกไปไหนตอนกลางคืน ให้ระมัดระวังเพื่ออยู่อย่างปลอดภัยกับคนในครอบครัวของท่าน  จงรวมกลุ่มกับคนอื่น  ทำงานร่วมมือกันเพื่อหาหนทางแก้ทุกปัญหาที่ท่านอาจเผชิญ.

          ฟังดูออกจะประสาท – นะ?!  คุณไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ได้ !

          ยิ่งกว่านั้น ขอแนะนำจริงๆให้คุณวิจัยค้นคว้าของคุณเอง !

          แต่ !  คุณเคยมีความคิดบ้างหรือเปล่า : ว่า
          คุณจะทำอะไรในปี 2012 ?

          สมมุติเป็นอย่างนี้จริง ?
          คุณจะไปซ่อนตัวที่ไหน ?
          คุณจะกินอะไร ?
    
          แม้ถ้ารัฐบาลจะปล่อยให้พวกเราตาย  “เรา”สามารถช่วยตัวเราเอง ถ้า
          “เราทำงานด้วยกัน” !
                                        
                                            แต่
                                เวลากำลังหมดลงทุกที....แล้ว

ถ้าจะขอข้อมูลเพิ่มเติม  โปรดเยี่ยม Link : http://www.projectcameelot.net/norway.html

                                    AMDG       ----        Alan   Petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 26, 2010, 11:14:54 AM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #34 เมื่อ: Ҿѹ 24, 2010, 09:36:11 PM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม     บทส่งท้าย – คำทำนายวันสิ้นโลกและข้อเท็จจริง
             Conclusion – Prophecies of Doomsday and Facts

มนุษย์เรานั้น ทุกวันนี้อยู่ตรงไหน ยากที่จะก้าวเดินต่อไปยิ่งกว่าว่าเราเริ่มตรงไหน  เว้นแต่ว่าภาพของ Planet X อยู่ตรงนั้นให้ช่วยกันสังเกตติดตาม  นักดาราศาสตร์สมัครเล่นบางคนถึงกับส่องพบมัน ในการตรวจสอบกลางคืนจากกล้องโทรทรรศน์ของพวกเขา  NASA และกล้องโทรทรรศน์ Hubble Space Telescope ได้รับภาพคุณภาพสูงด้วย  ดังนั้น ดูเป็นภาพจากสิ่งที่เป็นจริง.

ปัญหาคือ รัฐบาลประเทศต่างๆไม่พูดเรื่องนี้  ซึ่งน่าจะพูดบ้างเกี่ยวกับ ETs หรือ Extraterrestrials = มนุษย์ต่างดาว  แต่หลายรัฐบาลทีละน้อยต่างก็เปิดแฟ้มข้อมูลของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้  นี่แหละคือความแตกต่าง  รัฐบาลเดียวกันเหล่านี้ก็”ไม่อยากพูด”เกี่ยวกับ Nibiru  สำนักวาติกันเองยังคงออกคำยืนยันว่าจะทำอย่างไร”ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวนอกจักรวาลจริง”?  นี่แสดงว่ามิได้ปฏิเสธการสถิตอยู่ของพระเป็นเจ้า เพราะพระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง  ผลที่ได้ก็คือ “สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น” เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติของมนุษย์เรา! ( Rev.Fr. Gabriel Funes)

ชั่วระยะหนึ่ง สำนักวาติกันได้เก็บซ่อนสิ่งที่ค้นพบทางดาราศาสตร์ทุกชิ้นไว้ รวมทั้งข้อมูลของ Nibiru  ในขณะที่เตรียมการใหญ่เพื่อการติดต่อ ?  สำหรับเรื่องติดต่อกับเผ่า Anunnaki (ที่เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวที่เชื่อกันว่ามาทำความเจริญแก่โลกโบราณ และอพยพออกไปจากโลกนานมาแล้ว)  ก็ดูจะพิจารณาสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ นั่นเพียงบางเรื่องที่กังวลกัน  แต่พวกเราทุกคนรู้สึกได้ถึงสิ่งนั้นไม่ต้องสงสัย  ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเกิดขึ้นตรงตามที่มีคำพยากรณ์ทำนายโดย Hopi , พวกชนเผ่า Mayans และกลุ่มวัฒนธรรมตรงไปตรงมาอื่นๆในชั่วขณะเวลานี้  และเราทุกคนจำเป็นต้องรู้ว่าดาว Planet X เกี่ยวข้องอย่างมีความหมายกับพวกเราหรือไม่?  และพวกเราจำเป็นต้องเตรียมตัวหรือ?

ขอให้เรามาดูตัวอย่างของความตื่นเต้นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาวดวงนี้  เพื่อจะสามารถรวมดาว Nibiru ว่าเป็นสาเหตุในระดับหนึ่ง ขณะที่ใช้เวลาตรวจสอบการกระทำของผู้นำโลก

รัฐบาลสหรัฐกำลังอยู่ในสภาวะปกปิดความลับเต็มความสามารถตอนนี้  โดยที่ผู้บริหาร(ข้าพเจ้าใช้คำนี้ไม่เต็มปากนัก) เริ่มสลายแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆเหมือนคุ๊กกี้ หันไปปรึกษาหารือกับพรรคของเขา และหันไปหาประชากรทั้งหมดของสหรัฐโดยแท้จริง ประหนึ่งเป็นกลุ่มชนเดียวกัน  ประธานาธิบดี Obama ขณะนี้กำลังท้าทายอย่างไม่ปิดบัง  ต่อความปรารถนาใดๆของคนอเมริกัน  โดยเสนอแนะอะไรบางอย่างที่คลุมเครือกว่าตามแผนที่วางไว้.

มีผู้ดูแลนครใต้ดิน ความสลับซับซ้อนของทางหลวงและทางรถไฟใต้ดิน  ซึ่งที่สร้างขึ้นก็เพื่อให้ประชากรของดาวเคราะห์(โลก)นี้ได้รับส่วนแบ่งทุกคน  ทำให้ใครๆก็เกิดสงสัยว่า”สิ่งเหล่านี้ทำไว้ทำไม?  เรื่องนี้เป็นไปได้ยิ่งกว่าห้องมั่นคงใต้ทำเนียบขาวเสียอีก  --ข้าพเจ้าว่านะ.

นอร์เวนั้น ตอนนี้มีห้องมั่นคงเก็บเมล็ดพืช ( บรรยายในตอนที่แล้ว ) เพื่อปกป้องระบบสะสมอาหารของโลกจากมหันตภัยทางนิเวศวิทยาที่อาจเกิดขึ้น  ก็อย่างที่ว่า พวกเขารู้อะไรแน่ๆ.

NASA ยังคงโกหกเรื่องทุกอย่างที่พวกเขาทำไป  ถ่ายภาพยนตร์หรือวีดีโอไว้ หรือถ่ายรูปไว้  แค่นี้ก็พอจะคิดอะไรออกแล้ว

         

          กล้องดูดาวอวกาศ Hubble กำลังเก็บภาพสำคัญทางดาราศาสตร์

Gary Mckinnon ของจักรภพอังกฤษ พยายามแสวงหาอย่างแข็งขัน เพื่อมิให้สหรัฐล้วงเข้าไป(hack)ในคอมพิวเตอร์ของ NASA  ซึ่งตัวเขาเป็นประจักษ์พยานเก็บภาพทางอากาศของ UFO และ การส่งผ่านเป็นกองทัพเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ชาวโลกเรา  เรื่องนี้ก็ใหญ่มิใช่หรือ?

การเงินของโลกกำลังใต่ขอบใกล้ล่มสลาย และระเบียบโลกใหม่ดูเหมือนกำลังเกิดแล้วปัจจุบันนี้  หากเป็นแบบนี้ นานเท่าใดที่คุณเชื่อว่าพวกคนชั้นยอดจะรักษาอำนาจของพวกเขาไว้ได้  ขึ้นกับและรวมกับการป้องกันต่อสิ่งที่พวกเขาทราบอยู่ว่าเป็นจริง ?

และขณะนี้ แผ่นดินไหวและพายุร้ายดูเหมือนเพิ่มความรุนแรงขึ้นสู่ยอดสุดของมาตราวัด ชวนให้คิดว่าเป็นช่วงเวลาไม่ปกติ และก็เลยคิดไปว่าเป็นการกระทำของดาว Planet X ที่กำลังมาใกล้และจะมาถึงแน่นอนในปี 2012  และดวงอาทิตย์ที่ดูเหมือนกำลังตื่นแล้วโหมความเกรี้ยวกราดเพิ่มขึ้นด้วย.

และที่สุด บางสิ่งยากมากสำหรับ NASA ที่จะอธิบาย นั่นคือ”ดาวทรงกลมทั้งหลาย” ขณะนี้กำลังโคจรเข้าในขอบปริมณฑลของดวงอาทิตย์ และไม่เพียงแต่จะมีรูปพรรณสัณฐานเป็นโลหะอิสระ แต่ยังมีความต้านทานสูงมากต่อสภาวะอุณหภูมิที่พึ่งรู้กันในทางวิทยาศาสตร์ !

          

สุดท้าย ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเรากำลังควบไปอย่างทุลักทุเล และการควบนี้ถูกกดปุ่ม”เดิน”(‘ON’ position)  ข้าพเจ้าคิดว่า Nibiru เป็นส่วนหนึ่งของสมการ และข้าพเจ้าคิด เป็นธรรมดาที่ทุกคนสามารถมองเห็นอะไรบนใบหน้าของนักการเมืองของเรา พวกเขารู้อะไรบางอย่าง อะไรที่ใหญ่มากกำลังมา  อีกไม่นานคงเกิดกรณีของ”การโกหกครั้งเบ็ดเสร็จของนักการเมือง”    อย่างไรก็ดี สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นกลุ่มคนเก่งที่กำลังแสดงตนอยู่ตอนนี้ กำลังไม่บอกความจริงหรือกำลังโกหก “จนนาทีสุดท้าย”  เล่นทายปริศนาตราบนานเท่านาน  จนกระทั่ง ถึงเวลา จะวิ่งไปอย่างรีบเร่ง ไวยังกะหนู  
          สละทิ้งทั้งเรือ  สละทิ้งทั้ง”พวกเราประชาชน”.................!!!


          ผมดีใจที่สามารถจบสารคดีเชิงวิทยาศาสตร์ผสมเชิงศาสนา ปรัชญาและเทววิทยาที่อยู่ในความสนใจของชาวโลกขณะนี้  เรายังมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 – 3 ปีก่อนที่จะเกิดความยุ่งยากที่กระทบชีวิตร่างกายและวิญญาณของเรา  เอาเถอะ อาจจะไม่ใช่ในปี 2012  ตรงๆ  แต่ก็คงจะเกิดแน่ๆ  ดังนั้น อย่าวางตนในความประมาท หัวเราะเยาะคนที่พยายามบอกท่าน  กลับไปอ่านทวนแต่ต้นใหม่  แล้วคุณจะเห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์   มนุษย์ไม่มีความสามารถใดๆพอจะเอาตัวรอดจากมหันตภัยที่จะมาถึง เตรียมการไว้นั่นแหละเป็นวิธีที่ดีที่สุด  นอกจากพยายามเอาตัวรอดฝ่ายกายแล้ว  ต้องนึกถึงจิตวิญญาณของเราเอง  เตรียมพร้อมเถอะ เมื่อถึงเวลาคุณจะโล่งอกจากการที่จะสามารถเอาตัวรอดทั้งกายและวิญญาณ – ครับท่าน.

          ปีนี้ผมรู้สึกว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเลย  เป็นต้นสายตาแย่ลงมาก  นั่งแปลงานนั่งพิมพ์คอมฯอย่างเก่งสัก 20 – 30 นาทีก็ต้องพักสายตาเป็นระยะๆ  พระเป็นเจ้าทรงโปรดให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเผยแพร่พระนามของพระองค์ได้จนสำเร็จหลายเรื่อง  แต่ “งานมีวันเลิกรา”  ผมอยากพักร่างกายและสายตาสักระยะหนึ่ง  แปลว่าคงหายไปไม่ปรากฏโพสต์ใดๆในช่วงที่พักงานตามที่ว่านี้  หวังว่า ถ้ามีข้อมูลใดที่น่านำมาพูดคุยกันใน”กระดานสนทนาคาทอลิก”  ก็อาจโผล่เขามาเป็นระยะๆ  คงไม่ว่ากันนะครับ.

               ช่วยสวดภาวนาเพื่อกันและกันด้วย  ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

                               AMDG     ----       Alan  Petervich  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: Ҥ 06, 2010, 08:12:31 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: Չҥ 08, 2010, 03:27:27 PM »

 ฮืม ยิ้ม         

                    ควรกลัวคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลก ธันวาคม 2012 หรือ?

                        Brandon De Hoyos of Hubpages.com 

โลกจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2012 ?

          โลกจะถึงกาลหายนะสิ้นสุดในปี 2012 หรือโลกจะสิ้นสุดในปีต่อไป?  ไม่ต้องพูดถึงว่าพระเป็นเจ้าได้มีแผนอะไรสำหรับเดือนธันวาคม 2012  สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ คุณไม่ควรกลัวสิ่งที่จะเกิดในอนาคต!

          คำพยากรณ์ทำนายเกี่ยวกับธันวาคม 2012 มาจากเรื่องราวที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี 1960  ตั้งแต่นั้นมา นักทฤษฎีได้โต้แย้งกันถึงเหตุการณ์ของความสำคัญทางบันทึกประวัติศาสตร์ว่า อาจจะเกิดในวันที่ 21 หรือ วันที่ 23 ของเดือนธันวาคม ซึ่งครบ”รอบเวียนบรรจบที่ยิ่งใหญ่”ของ 13 baktuns (หรือช่วงเวลา 144,000 วัน) ในปฏิทิน Meso-american Long Count.

          เท่าที่พวกมายันเคยใช้ ปฏิทินจะซ้ำรอบวันกำเนิดสำหรับครั้งแรกประมาณ ระยะเวลา 5,125 ปีดวงอาทิตย์ ตามที่นักทฤษฎีกำหนดไว้  ตั้งแต่พิมพ์เผยแพร่ความรู้ที่พบเหล่านี้  นักพยากรณ์ที่กล่าวอ้างได้เสนอแนะปฏิทินมายันที่ให้คำเตือน คล้ายกับเป็นลางบอกเหตุ การสิ้นสุดของโลกไว้. 

ทำไมคุณไม่ควรกลัวปี 2012

           หรือพวกเรากำลังมีชีวิตในช่วงเวลาสุดท้ายของโลกหรือ? คำพยากรณ์ธันวาคม 2012 จะเป็นความจริงและสิ้นสุดความเจริญของมนุษย์แบบที่เรามีอยู่ตอนนี้หรือ?  โชคไม่ดี โดยที่คำพยากรณ์มากมายเกิดมาเหมือนกับความเห็นต่างๆ จากดาวหาง 2012  ถึงคำพยากรณ์เกี่ยวกับ 2012 อื่นๆเสริมมาอีกด้วย

           มาร์โก 13:32 เขียนไว้ว่า “ส่วนเรื่องวันและเวลานั้นไม่มีใครรู้เลยเมื่อสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น แม้เทวดาในสวรรค์ แม้แต่พระบุตร เว้นแต่พระบิดาผู้เดียว”  ตรงข้ามกับความผ่อนคลาย ซึ่งที่ทำให้คนวุ่นวายกลัวในความคิดเรื่องวาระสุดท้าย พวกเราควรระลึกถึงพระเป็นเจ้า ที่ได้ระบุวันเหล่านี้ถึงการสิ้นสุดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ว่า ชีวิตนิรันดร จะมีสำหรับผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสตเจ้า  จะให้ดีควรอ่าน 1 โครินธ์ 2:9 (NLT) “สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเป็นเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์.”

อะไรจะเกิดในการสิ้นสุดของโลก?

          ไม่ว่ามันจะเกิดในธันวาคม 2012 หรือเกิดในจุดใดในอนาคต  พระคัมภีร์บอกเราใน มัทธิว 24:21-22 (NLT) ที่โลกจะเข้าสู่ช่วงเวลาของความยุ่งยากลำบากว่า “ ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความลำบากใหญ่ยิ่ง อย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่เริ่มโลกมาจนถึงทุกวันนี้ และในเบื้องหน้าจะไม่มีต่อไปอีก  อันที่จริง ถ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่มีมนุษย์รอดได้เลย  แต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้เลือกสรร จึงทำให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า.”

          พระคัมภีร์ยังกล่าวว่า ช่วงเวลาสิ้นสุดของโลกจะมีเครื่องหมายแห่งยุค – คือสงครามที่ยิ่งใหญ่และการโกหกหลอกลวง  แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า” อย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านให้หลง  ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่า “เราเป็นผู้นั้น” และจะให้คนเป็นอันมากหลงไป  เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม อย่าตื่นตระหนกเลย....นี่จะเป็นโอกาสที่ดีของท่านที่จะบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรา.” (มาร์โก 13:5 – 9 NLT)

          พระเยซูคริสต์ พระบุตรทรงชีวิตของพระเป็นเจ้า  จะกลับมารับเอาฝูงชนที่ได้รับเลือกสรรของพระบิดาไปสู่สวรรค์  ยอห์น 14:19 – 21 (NLT) บรรยายถึงว่าคริสตชนจะพบชีวิตชั่วนิรันดรที่มีพื้นฐานบนความเชื่อในพระเป็นเจ้าว่า : “ อีกหน่อยหนึ่งโลกก็จะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเราดำรงอยู่ ท่านทั้งหลายก็จะดำรงอยู่ด้วย เมื่อเราถูกยกสู่ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในท่าน  ผู้ใดที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และเพราะว่าพวกเขารักเรา พระบิดาของเราจะทรงรักพวกเขา.”

          มนุษยชาติทั้งหมดจะถูก“พิพากษาตามที่พวกเขาได้กระทำดังบันทึกในหนังสือ”แห่งชีวิตและความตาย (วิวรณ์ 21:12 NLT) ผู้ที่ได้วางความไว้ใจในพระเป็นเจ้าจะถูกช่วยให้รอด  ตรงกันข้าม ผู้ที่มิได้นบนอบต่อพระวาจาของพระเป็นเจ้า จะได้รับคำตัดสินชั่วนิรันดรในไฟนรก.

                               AMDG      -----     Alan  Petervich
บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #36 เมื่อ: Չҥ 09, 2010, 11:53:53 AM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ

                              ควรกลัวคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลก ธันวาคม 2012 หรือ?
                                                    ตอนที่สอง

จะเตรียมตัวอย่างไรสำหรับวันสิ้นโลก ถ้ามีจริง?

         คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ชีวิตของพวกคุณถูกละไว้ในเวลาพิพากษาของพระคริสต์  ไม่ว่าจะเป็นปี 2012 หรือวันพรุ่งนี้?

         ประการแรก  จงทราบเถิดว่าพระเป็นเจ้าได้ให้พระวาจาไว้ในพระคัมภีร์ เป็นหนทางในการเตือนท่าน และดังนั้น อาจจะเป็นสาเหตุให้ท่านเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้  หากไม่คำนึงถึงสิ่งที่ท่านได้กระทำในอดีต ท่านสามารถให้ผลได้ในปัจจุบัน เพื่อดีกว่าในการใช้โทษบาปของท่าน โดยเดินตามตัวอย่างและคำสั่งสอนของพระคริสต์และมีความเชื่อในความดีของพระเป็นเจ้า

           ประการที่สอง  มาร์โก 13:33-34 เตือนพวกเราให้เฝ้าระวังและตื่นตาอยู่เสมอ!  มาร์โกเขียนว่า “ การมาถึงของบุตรแห่งมนุษย์สามารถปรากฏตามเรื่องของชายคนหนึ่งที่เดินทางไกล เมื่อจากบ้านไป เขาได้สั่งให้คนใช้ทุกคนทำงานที่ต้องทำ และได้บอกคนเฝ้าประตูให้เฝ้าดูการกลับมาของเขา “ คำแนะนำเหล่านี้รวมคุณด้วย!

         จงยังคงสัตย์ซื่อต่อน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าตลอดชีวิตของท่าน จงสวดภาวนาขอความเฉลียวฉลาด ถือตามคำแนะนำของพระเยซุคริสต์พระบุตรของพระเป็นเจ้า เพื่อดำเนินชีวิตอาศัยพระวาจาทรงชีวิตของพระองค์ – คือพระคัมภีร์ – และจงเตรียมตัวให้พร้อม “ เพราะท่านไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะกลับมาเมื่อไร – ในตอนเย็น – เที่ยงคืน – ก่อนรุ่งอรุณหรือสว่างแล้ว “ (มาร์โก 13 : 35)

         ที่สุด จงหลีกเลี่ยงคำพยากรณ์ที่มนุษย์ทำขึ้น ซึ่งอาจทำให้คุณกลัว  ตามที่บรรยายมาก่อนนี้  ไม่มีผู้ใดทราบเมื่อใดพระเยซูเจ้าจะกลับมา หรือเมื่อใดวันสิ้นสุดของโลกจะมาถึง  มาร์โก 13:21-23 ได้เตือนล่วงหน้าถึงการปรากฏตัวของ Antichrist และประกาศกเท็จเทียม  ซึ่งจะ”แสดงตัวและปฏิบัติส่งสัญญาณและทำสิ่งน่าพิศวงเพื่อหลอกลวง  ถ้าเป็นไปได้ – แม้แต่ผู้ที่พระเป็นเจ้าเลือกสรรด้วย.

         พระเป็นเจ้าเตือนพวกเรา อย่าหันไปหาขนบประเพณีหรือแหล่งอื่นใด เพื่อนำทางชีวิตในอนาคต  เพราะพระองค์ “ จะต่อสู้กับพวกนั้นที่ดำเนินกิจกรรมทอดตัวทางจิต โดยมอบความไว้วางใจไว้ตรงทางสายกลาง ( Leviticus 20:6)  Deuteronomy 18:10-13 บอกว่า ฝูงชนเหล่านี้ให้ทัศนะที่บิดเบือนเรื่องอนาคต ซึ่งไม่สามารถพยากรณ์โดยมนุษย์ผู้ใด ตามที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์

           ด้วยการพึ่งพารายงานของพระเป็นเจ้า และโปรดจำ Isaiah 2:22 (NIV) เมื่อท่านถูกหลอกลวงให้กลัวเรื่องปี 2012 หรือคำพยากรณ์วันสิ้นโลกแบบอื่นใด “ หยุดไว้ใจมนุษย์ผู้ซึ่งมีเพียงลมหายใจในรูจมูก  เขามีคุณค่าอะไรหรือ?

         ในขณะที่คำพยากรณ์อย่างคำทำนายปี 2012 และอื่นๆที่น่านิยมปรากฏในช่วงเวลามืดมนข้างหน้า สำหรับคริสตชน วันสิ้นโลกน่าจะทำให้ยินดีและหมดความกลัวหมดการแบ่งแยกและไม่มีน้ำตาหลั่งออกมา.

         จงใช้เวลาของท่านอย่างฉลาด ปฏิบัติตามความเชื่อทุกวัน สวดภาวนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และคำนึงถึงทุกสิ่ง มีส่วนร่วมในข่าวดีของพระเป็นเจ้าพระเยซูคริสต์ กับเพื่อนๆและครอบครัว.

         คำบรรยายนี้เป็นข้อเตือนใจจากฝ่ายผู้ยึดมั่นในการแปลความหมายโดยอาศัยพระคัมภีร์ อันหมายถึงการยึดมั่นในแนวทางที่เอาคำสอนของพระเป็นเจ้าเป็นแนวทางเพื่อจรรโลงใจ และเพื่อมิให้คริสตชนเกิดความหวาดหวั่นหรือตกใจกลัวเมื่อได้ทราบเรื่องที่มีคนทำคำพยากรณ์ทำนายว่า โลก”อาจ”สิ้นสุดลงในปี 2012 หรือใกล้เคียงเวลานั้น  เมื่อพิจารณาจากการให้ข้อมูลโดยอ้างอิงพระคัมภีร์ น่าจะแปลความได้ว่า  นี่เป็นแง่หนึ่งในการมองคำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก  แต่ในข้อเท็จจริง  ผู้อ่านพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เข้าใจได้แน่ชัดว่า  มีวันสิ้นสุดของโลกแน่นอน  แต่”ไม่มีผู้ใดทราบกำหนดเวลาแน่นอนนอกจากพระบิดาแต่ผู้เดียว”  พระเยซูเจ้าเองก็ตรัสไว้เช่นนั้น (กลับไปอ่านโพสต์ต้นๆ)

         คราวหน้า  เป็นคำพยากรณ์ทำนายของนักบุญองค์หนึ่ง เกี่ยวกับว่า ถัดจากองค์พระสันตะปาปาเบเนดิกที่ XVI จะเป็น”พระสันตะปาปาองค์สุดท้าย”  ในนามที่เลียนชื่อพระสันตะปาปาองค์แรกของพระศาสนจักร – ท่านเปโตร ซึ่งพระเยซูเจ้าเป็นองค์ผู้แต่งตั้ง  สันตะปาปาองค์ที่กล่าวกันว่าเป็นองค์สุดท้ายจะเรียกว่า Petrus Romanus  ที่สำคัญมากก็คือ เมื่อเชื่อว่ามีพระสันตะปาปาองค์สุดท้าย คงไม่มีต่อไป ก็คือสิ้นสุดโลกนั่นเอง – ครับ.

                                 AMDG     ----     Alan  Petervich
บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: Չҥ 19, 2010, 08:26:26 AM »

 ฮืม ยิ้มกว้างๆ        

                           คำพยากรณ์สันตะปาปา – จวบถึงวันสิ้นโลก
                                     Papal Prophecies – End Days
                                         Saint Malachy

         นักบุญมาลาคี – Saint Malachy – Sanctus Malachius  ท่านยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Maolmhaodhog ua Morgair หรือ Maol Maedoc หรือ Malachy O’ Morgair. ชาตะ ปี 1094 ที่ Armagh ไอร์แลนด์   มรณะ วันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 1148  ที่เมือง Clairvaux ท่านได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญใน ปี 1190 โดยพระสันตะปาปา Clement III เป็นการประกาศนักบุญชาวไอริชองค์แรกของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก

          Malachy ได้รับการฝึกอบรมเพื่อเตรียมบวชเป็นพระสงฆ์และก็ได้รับศีลบรรพชาโดยนักบุญ Celsus ในปี 1119  หลังจากที่เรียนเพิ่มเติมกับนักบุญ Malchus ได้รับเลือกเป็นอธิการอาราม Bangor ในปี 1123  และ 1 ปีต่อมาได้รับการอภิเษกเป็น Bishop of Connor  ปี 1132 เลื่อนตำแหน่งเป็น  Archbishop of Armagh

        ท่าน Malachy ได้นำพิธีกรรมโรมัน (Roman Liturgy) มาแทนพิธีกรรมเซลติค (Celtic Liturgy) ซึ่งเป็นความพยายามนำความเป็นเอกภาพและวินัยแบบโรมันคาทอลิกมาสู่กลุ่มนักบวชและกลุ่มอื่นๆในชีวิตนักบวช  โดยที่ท่านเป็นผู้สามารถทำอัศจรรย์และบำบัดรักษาโรค บางครั้งท่านรักษาได้ทันทีเพียงวางมือทั้งสองเหนือพวกเขาเท่านั้น  เพื่อนคนหนึ่งจากคณะ Saint Bernard of Clairvaux ซึ่งก็คือ Saint Bernard เองช่วยท่านสถาปนาคณะ Cistercians ในไอร์แลนด์ ยังได้เขียนชีวประวัติของท่านและเป็นผู้ที่ประคองท่านในวงแขนขณะที่ท่านสิ้นใจที่ Clairvaux นั้น

          หนึ่งในการเล่าลือที่ยิ่งใหญ่ของ Malachy และทำให้เป็นที่รู้จักของประชาชนคือ พรสวรรค์ในการพยากรณ์  ขณะที่ท่านเดินทางไป Rome เพื่อหาทางช่วยเหลือเพื่อนโดยขอความอนุเคราะห์จากพระสันตะปาปา ในปี 1139  ท่านเห็นภาพนิมิตปรากฏพระสันตะปาปาทุกพระองค์ ตั้งแต่สมัยท่านจนถึงวาระสิ้นโลก  ท่านเขียนคำบรรยายเป็นภาษาลาตินแบบร้อยกรองถึงสันตะปาปาแต่ละองค์ ส่งต้นฉบับเขียนด้วยมือให้องค์พระสันตะปาปา Innocent II แต่เอกสารนั้นถูกเก็บลืมไปในห้องเอกสารวาติกัน จนถึงปี 1590  ปรากฏมาใหม่ในแบบพิมพ์ ซึ่งก็เลยทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งรุนแรง  ทั้งในแง่ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องตั้งแต่นั้นมา   เป็นต้นท้ายคำพยากรณ์ที่กล่าวว่า ศาสนจักรโรมันคาทอลิกจะมีพระสันตะปาปาอีกเพียงสองพระองค์เท่านั้นเมื่อสิ้น John Paul II

<a href="http://www.youtube.com/v/U-yhlsRwAAM" target="_blank">http://www.youtube.com/v/U-yhlsRwAAM</a>"
    
 ทำให้หลายคนสงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร? หรือเป็นคำพยากรณ์วาระสุดท้ายของโลกมนุษย์กระนั้นหรือ?  ที่อกสั่นขวัญหายไปตามๆกันก็เพราะเป็นคำพยากรณ์ของ”นักบุญ”  และปัจจุบันนี้ท่าน John Paul II ก็ล่วงลับไปแล้ว  มีพระสันตะปาปาเบเนดิกที่ 16 ได้รับเลือกขึ้นดำรงตำแหน่งแทน  และมีคำพยากรณ์ที่ถาโถมมาจากหลายแหล่งว่า หลังท่านพระสันตะปาปาองค์นี้  ก็จะมีอีกเพียงองค์เดียว –ก็หมด อาจมีอีกแต่น่าจะไม่ใช่สันตะปาปาแบบเลือกจากคณะพระคาร์ดินัล  ยุ่งละซี – ครับ

          เรื่องนี้ยังมีสาระที่จะนำเสนออีกยาว  เอาไว้พิจารณากันคราวหน้าก็แล้วกันนะครับ  ท่านที่อ่านจะเชื่อหรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบตอนนี้  ดูข้อมูลต่อไปคงพอตัดสินใจได้ว่า น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ – ครับ

                            AMDG       ----       Alan   Petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 24, 2010, 11:56:18 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #38 เมื่อ: Չҥ 20, 2010, 11:10:17 AM »

 ฮืม ยิ้ม    

                   พระเยซูคริสตเจ้าทรงแต่งตั้งนักบุญเปโตรเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก – Sanctus Papa Petrus – Saint Peter ถือเป็นพระสันตะปาปาองค์ที่ 1 และมีองค์ที่ 2  องค์ที่ 3 – 4 -5 -- - -จนถึงองค์ที่ 166  นักบุญ Malachy ได้เริ่มนับองค์ที่ 167 และต่อๆไปโดยให้ motto เป็นภาษาลาติน คล้ายกับบรรยายลักษณาการของผู้ที่จะมาเป็นสันตะปาปาจนถึงองค์ที่ 266 คือพระสันตะปาปาเบเนดิกที่ XVI และยังแถมสันตะปาปาในชื่อที่ไม่มีองค์ใดเคยเลือกชื่อนี้เพราะกลัวจะซ้ำกับนักบุญสันตะปาปาองค์แรก คือ Petrus หรือ Petrus Romanus ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นสันตะปาปาองค์สุดท้าย  ไม่มีผู้ใดเป็นสันตะปาปาอีก!

          คำพยากรณ์ของท่านนักบุญเกี่ยวกับพระสันตะปาปาส่วนใหญ่จะแม่นยำมากเกี่ยวกับลักษณะนิสัยที่เปิดเผยไว้ล่วงหน้า  นักบุญมาลาคีไม่เคยให้คำพยากรณ์หรือข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งจะเกิดขึ้นหลังสันตะปาปาองค์สุดท้าย เลยทำให้วงการคริสตชนคิดว่า น่าจะไม่มีพระสันตะปาปาอีก ซึ่งก็หมายความว่า เป็นวันสิ้นสุดของมนุษยชาติอย่างนั้นหรือ?  หรือมนุษย์ยังอยู่ต่อไปในสังคมโลกใหม่ – โลกที่พระเยซูคริสต์จะจัดระเบียบขึ้นใหม่เช่นนั้นหรือ?

          รายชื่อพระสันตะปาปาของศาสนจักรโรมันคาทอลิกจำนวน 266 องค์นั้น ผู้ที่สนใจใคร่ทราบ โปรดคลิ๊กเข้าดูที่ :
http://www.newadvent.org/cathen/12272b.htm
Ecclesiastical Approbation : Nihil Obstat. June 1, 1911. Remy Lafort, S.T.D.
Censor.  Imprimatur. +John Cardinal Farley, Archbishop of New York.

          นักบุญมาลาคีเริ่มพยากรณ์ปี 1143 คือพระสันตะปาปาลำดับที่ 167 ที่ท่านให้ motto ว่า Ex castro Tiberis ชื่อ Coelestinus. ij ที่เกิด Typhernas เป็นองค์ที่ 1 ในคำพยากรณ์ และเมื่อมีการเลือกจริงก็ได้พระสันตะปาปา Celestine II ที่ใช้ motto : From a castle of the Tiber ชื่อเดิม Guido de Castello เกิดที่ Citta di Castello, Umbria ,ฝั่งแม่น้ำ Tiber  ส่วนองค์สุดท้ายที่ท่านพยากรณ์ไว้ในรายชื่ออันดับพระสันตะปาปา 267 ตามลำดับพยากรณ์ที่ 111 (หรือ 112) ท่านให้ motto ว่า Gloria Olivae และมาจากคณะ Benedictine นั้น เมื่อมีการเลือกจริงก็ได้พระสันตะปาปา Benedict XVI  ชื่อเดิมคือ Joseph Ratzinger จาก Germany ใช้ motto ว่า Glory of The Olive  ท่านยังดำรงตำแหน่งจนถึงปัจจุบัน  ผู้ที่สนใจใคร่ทราบรายละเอียด โปรดคลิ๊กเข้าดูที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Prophecy_of_the_Popes
Websites : St. Malachy’s Prophecy of the Popes/Catholic-Pages.com
  
          ต่อไปนี้ เป็นพระสันตะปาปา 5 องค์สุดท้ายจากรายชื่อจำนวน 112 องค์ที่นักบุญมาลาคีพยากรณ์ไว้ (ยกมาเพื่อเป็นตัวอย่างงานพยากรณ์ของท่าน ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง)ดังนี้ :

106    Pius XII                1939 – 1958             Eugenio Pacelli
         Pastor Angelicus – An angelic shepherd – ชุมพาบาลเทวดา

107    John XXIII            1958 – 1963             Angelo Gueseppe
         Pastor et Natua – Pastor and mariner – ผู้อภิบาลและนักท่องทะเล

108    Paul VI                 1963 – 1978             Giovanni Battista  
         Montini
         Flos Florum – Flower of Flowers – ดอกไม้แห่งมวลดอกไม้

109   John Paul I             1978 – 1978            Albino Luciani
        De Medietate Lunae – Of the Half Moon – พระจันทร์ครึ่งซีก
         ข้อสังเกต : สันตะปาปาพระองค์นี้ดำรงตำแหน่งเพียง 34 วันก็ถึงแก่กรรม
         กะทันหันด้วยสาเหตุไม่แน่ชัด (บ้างว่าพระองค์ถูกฆาตกรรม) มีการทำพิธีพระศพ
         ภายในวันเดียวโดยไม่มีการพิสูจน์ทางการแพทย์แต่ประการใด


110   John Paul II            1978 – 2005            Karol Josef Wojtiya
        De Labore Solis – From the Toil of the Sun– จากงานของดวงอาทิดย์
         สันตะปาปาองค์นี้ยอมรับว่าทำงานหนักไม่หยุดพัก ไปเยี่ยมเยือนแทบทุกประเทศ
         ในโลก  ระยะทาง 314 ล้านไมล์ เพื่อส่งเสริมความเชื่อ เป็นสันตะปาปาที่ไม่ใช่
         ชาวอิตาเลียนองค์แรกในรอบ 450 ปี  เป็นผู้รับผิดชอบทำให้ระบอบคอมมิวนิสต์
         โปแลนด์สิ้นสุดลง  การนี้เป็นคล้ายดอมีโนกับประเทศคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออก
         ซึ่งเป็นไปตามในไม่ช้า  สหภาพโซเวียตก็ดำรงอยู่ไม่ได้  ปัจจุบันเราจะเห็นรัสเซีย
         ยูเครนและประเทศต่างๆซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แยกตัวเป็นอิสระ
         และกลายเป็นประเทศเสรีเป็นส่วนใหญ่.



                              AMDG    ----    Alan   Petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 24, 2010, 10:27:30 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #39 เมื่อ: Չҥ 25, 2010, 04:11:19 PM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ  

                             พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน

111.   Benedict XVI  พระสันตะปาปาองค์ใหม่ Joseph Ratzinger ชาวเยอรมัน ได้รับการเลือกตั้ง(โดยวิธีการ Conclave อันถือเป็นกฎเกณฑ์และระเบียบประเพณีปฏิบัติของคณะพระคาร์ดินัล – The College of Cardinals) เป็นพระสันตะปาปาองค์ที่ 265 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 สองสามวันหลังครบรอบวันเกิดปีที่ 78 คำพยากรณ์ของนักบุญมาลาคีคือ Gloria Olivae = The Glory of the Olive = ศิริมงคลแห่งใบมะกอก  องค์พระสันตะปาปาเบเนดิกที่ 16 เกิดที่ Marktl am Inn , Diocese of Passau, Germany ระหว่างระบอบเผด็จการ Nazi ท่านลำบากมาในการดำเนินชีวิตและพยายามเรียน  พอโตขึ้นได้ไปสมัครเป็นทหารทำหน้าที่ผู้ช่วยพลปืนต่อสู้อากาศยานของกองทัพเยอรมัน

" <a href="http://www.youtube.com/v/mdYqP9A-Tr8" target="_blank">http://www.youtube.com/v/mdYqP9A-Tr8</a>"

เลิกสงคราม ระหว่างปี 1946 – 1951 ศึกษาวิชาปรัชญาและเทววิทยา ที่ Freising และศึกษาต่อที่ University of Munich จนได้บวชเป้นพระสงฆ์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 1951  ในปี 1953  ได้รับปริญญาเอกทางเทววิทยาและทำการสอนที่มหาวิทยาลัยนั้นพร้อมกับทำหน้าที่รองประธานกรรมการของมหาวิทยาลัย  วันที่ 25 มีนาคม 1977 พระสันตะปาปาปอลที่ 6 แต่งตั้งท่านเป็น Archbishop of Munich and Freising.  และไม่นานก็ได้รับแต่งตั้งเป็น Cardinal   ในปี 1978 ท่านในฐานะคาร์ดินัล ก็เข้าสู่ห้อง Conclave ระหว่างวันที่ 25 – 26 สิงหาคมและมีส่วนร่วมในการเลือกพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 1   พอมาถึงสมัยพระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่ 2 ท่านถูกแต่งตั้งในตำแหน่งหัวหน้าสมณกระทรวงเพื่อคำสอนแห่งความเชื่อ(Congregation for the Doctrine of the Faith) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี 1981  จากนั้นได้รับตำแหน่ง Vice-Dean of the College of Cardinals  เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1998 และเป็น Dean ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2002

[/URL][/img]



Motto ที่นักบุญมาลาคีพยากรณ์ไว้ว่า Gloria Olivae หรือ The Glory of Olive และพระสันตะปาปาเบเนดิกที่ 16 เลือกเอานั้น แปลว่า ศิริมงคลแห่งใบมะกอก  และกิ่งใบมะกอกนั้นหมายถึงสันติภาพ  พระองค์แสดงบทบาทในการนำศาสนาต่างๆของโลกมาร่วมกัน และส่งเสริมความใจกว้างระหว่างทำงานตำแหน่งนี้หรือ?  ภายใน 24 ชั่วโมงของการได้รับเลือก ผู้นำทางศาสนายิวและศาสนาอิสลาม ได้เสนอแนะบทบาทดังกล่าวแก่ท่าน  หวังกันว่า ท่านจะสามารถนำโลกศาสนาให้รับรู้และวางเป้าหมายบนความเป็นสามัญชน ในความเชื่อพระเป็นเจ้าองค์เดียวกัน มากกว่าจะมองความแตกต่าง  

บางที อาศัยการปฏิบัติให้สมบูรณ์ซึ่งความเป็นสามัญชน เราคงสามารถมองอนาคตที่คนทั่วโลกหยุดแก้ตัวในการเข่นฆ่ากันและกันในนามของพระเป็นเจ้า  ให้เรามาดูกันว่า อนาคตจะนำอะไรมา.

                                ในอนาคต

112.   สันตะปาปาองค์สุดท้าย  (ตามคำพยากรณ์ของนักบุญมาลาคี)
นักบุญมาลาคีเรียกชื่อว่า Peter the Roman หรือ Petrus Romanus  องค์นี้จะเหมือน satan แปลงมาเป็นมนุษย์ และเป็น Anti-Christ ตนสุดท้าย  ท่านบรรยายว่า “ ในการเบียดเบียนข่มเหงสุดๆ บัลลังก์ของศาสนจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์จะถูกยึดครองโดย Peter The Roman  ซึ่งจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบ Conclave ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้เพื่อเลือกประมุขของศาสนจักร  ซึ่งเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งเขาจะใช้ชื่อว่า Petrus หรือ Peter เพื่อตั้งตนเสมอพระสันตะปาปาองค์แรกที่พระเยซูคริสตเจ้าได้แต่งตั้งไว้ สันตะปาปาซึ่งน่าจะเป็น Antipope องค์นี้ จะเลี้ยงแกะ(คืออภิบาลคริสตชน) ด้วยการเบียดเบียนแบบทารุณโหดร้าย  จนถึงกับพูดได้ว่านครแห่งเนินเขาทั้งเจ็ด(ตามพระธรรมวิวรณ์)คือกรุงโรมจะถูกทำลายลง  และตุลาการน่าสะพรึงกลัวจะเป็นผู้ตัดสินประชาชน.  จบ.”

<a href="http://www.youtube.com/v/BgotFXeXGeQ" target="_blank">http://www.youtube.com/v/BgotFXeXGeQ</a>

          โปรดสังเกตประโยคสุดท้ายของคำพยากรณ์ของนักบุญ Malachy ท่านลงท้ายด้วยคำว่า” จบ “  ซึ่ง เป็นคำขมวดท้ายของคำพยากรณ์  ทำให้ผู้สันทัดกรณ๊ต่างลงความเห็นว่า  ต่อไปจะไม่มีพระสันตะปาปาอีก  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ย่อมหมายความว่าพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก”แบบที่พระเยซูคริสต์สถาปนาไว้” คงจะสิ้นสุดลง  นี่เองที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายคิดมากว่า โลกจะถึงกาลอวสานแล้วหรือ?

          ยังมีผู้พยากรณ์อีกท่านหนึ่ง  ซึ่งแน่นอนเมื่อทราบชื่อท่านแล้ว  คงพากันประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่า  เอ—ท่านผู้นี้เป็นนักพยากรณ์ทำนายเรื่องในอนาคตด้วยหรือ  คงต้องรอคราวหน้านะครับ  “กระดานสนทนาคาทอลิก”จะพบกับนักบุญสมัยใหม่องค์หนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า  ท่านผู้นี้ก็ทำความพิศวงงงงวยแก่คริสตชนคาทอลิกมาก จากการทำนายโดยภาพนิมิตที่ท่านบรรยายให้พวกเรารับรู้ ท่านผู้นั้นคือ นักบุญยอห์นบอสโก นั่นเอง  พบกับท่านคราวหน้านะครับ.

                               AMDG      -----       Alan    Petervich  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 30, 2010, 09:28:53 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #40 เมื่อ: ¹ 01, 2010, 04:38:30 PM »

 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ

                     คำพยากรณ์จากภาพนิมิตของนักบุญยอห์น บอสโก
                       The Prophetic Dream of Saint John Bosco

Michael Dubruiel in :
http://www.michaeldubruiel.com: วันพุธที่ 20 เมษายน 2005

          ในช่วงชีวิตของนักบุญยอห์น บอสโก ( Giovanni Melchiorre Bosco ) ผู้ก่อตั้งคณะซาเลเซียน ระหว่าง 16 สิงหาคม 1815 – 31 มกราคม  1888 นั้น ท่านเล่าว่าได้มีนิมิตในความฝันประหลาดถึง 40 ครั้ง  และหลายครั้งจะเป็นทำนองเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจะเกิดในอนาคต  หนึ่งในภาพนิมิตที่ท่านมองว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่พยากรณ์ทำนายเกี่ยวกับพระสันตะปาปานั้น ท่านบรรยายให้ฟังว่า :

          “ในกลางทะเลเวิ้งว้าง เรือรบแข็งแกร่งสองขบวน ทิ้งระยะห่างเล็กน้อย ส่งเสียงสนั่นสู่ท้องฟ้า  ขบวนหนึ่งคลุมด้วยพระรูปแม่พระนิรมล ซึ่งใต้พระบาทมีจารึกตัวโตว่า”ความช่วยเหลือของคริสตชน” ( Auxilium Christianorum = Help of Christians ) อีกขบวนหนึ่ง สูงตระหง่านกว่าและแข็งแรงกว่า ชูยกแผ่นศีล(Host)ขนาดพอดีกับเรือ และใต้แผ่นศีลนั้นมีจารึกว่า “ความรอดของผู้เชื่อ” ( Salvatio Fideliorum = Salvation of Believers )

          ผู้บัญชาการเรือธง.....พระสันตะปาปาโรมัน ยืนที่พวงมาลัย เกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่างเพื่อควบคุมพวงมาลัย นำเรือกลางกองเรือทั้งสองขบวน  ซึ่งจากส่วนบนของเรือทุกลำ ห้อยสมอมากมายและตะขอเหล็กแข็งแรงจำนวนมากยึดโยงด้วยสายโซ่  กองเรือศัตรูทั้งขบวนใกล้เข้ามาเพื่อประจัญบานและเพื่อจมเรือธงด้วยการใช้พลังทั้งหมด  เรือศัตรูพวกนั้นระดมยิงด้วยอาวุธทุกชนิดที่มี ระเบิดเพลิง ปืนเล็กและปืนใหญ่นานาชนิด การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรุนแรงและดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ  หัวเรือที่ทำเป็นจะงอยยื่นออกมากระทุ้งเรือธงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ได้ผล  โดยที่ไม่สามารถทำลายและไม่ครั่นคร้ามขามกลัวแต่อย่างใด เรือธงยังคงวิ่งเคลื่อนไปตามเส้นทาง  ช่วงเวลาหนึ่ง การกระแทกอย่างสุดแรงจากเรือข้าศึกทำให้เกิดรอยแตกที่ลำเรือ  แต่ทันทีทันใด ความช่วยเหลือจากสองขบวนเรือก็สามารถปิดรอยแตกนั้นได้

ข้อคิด : ที่น่าสนใจในนิมิตการโจมตีอย่างรุนแรงต่อพระศาสนจักรมากเท่ากับการโจมตีของสื่อ เป็นการโจมตีที่เห็นภายนอกได้  แต่แม้ท่ามกลางการโจมตี ความศรัทธาต่อแม่พระและศีลมหาสนิทนั่นแหละ ที่ทำให้พระศาสนจักรลอยลำต่อไปได้.



          ขณะเดียวกัน ปืนใหญ่ของข้าศึกระดมยิงออกมา  อาวุธปืนและสันหัวเรือแตกเป็นชิ้นๆ  เรือแตกร้าวและอับปางจมลงสู่ก้นสมุทร  ในความวุ่นวายโกลาหลที่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไรนั้น  ศัตรูโถมเข้ามาต่อสู้กันด้วยอาวุธประจำมือ ตะโกนสาปแช่งและด่าทอ  ทันใดพระสันตะปาปาล้มลง ได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ทันทีก็ได้รับการช่วยเหลือ  ไม่ทันไรก็โดนทำร้ายครั้งที่สอง  ครั้งนี้พระองค์ถึงแก่ความตาย  เสียงตะโกนกู่ร้องแสดงชัยชนะดังกึกก้องจากฝ่ายศัตรู  ความลิงโลดดีใจแพร่ไปทั่วเรือของพวกเขา  แต่ในไม่ช้าที่พระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ก็มีคนอื่นรับหน้าที่แทน  เหล่ากัปตันของเรือช่วยรบทั้งหลายได้เลือกเขาอย่างรวดเร็วจนว่าข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาไปพร้อมกับข่าวการเลือกผู้สืบต่อท่าน  ความมั่นใจของศัตรูเริ่มคลอนแคลนลง.




ข้อคิด : ผู้โจมตีรุนแรง(สหภาพโซเวียตหรือ?)ถูกทำลาย  ดังนั้น การโจมตีนั้นดูจะกลายเป็นฝ่ายกายมากกว่าและใครๆก็อาจพูดจากใจแบบนั้น พระสันตะปาปาถูกโจมตีและแน่นอน สิ่งนี้เกิดขึ้นตามตัวอักษรระบุถึง Pope John Paul II และคนก็งุนงงสงสัยว่า”การโจมตี”ครั้งที่สอง คงไม่ใช่ความเจ็บปวยของพระองค์.

          พวกเราคงจำคำพยากรณ์อันเป็นความลับฟาติมาข้อที่สามได้แน่  ซิสเตอร์ลูเซียก็บรรยายภาพนิมิต เห็นบุรุษชุดขาวถูกยิงด้วยปืนและธนูจากกองทหารศัตรู ล้มลงเสียชีวิตเชิงกางเขน  ซึ่งความหมายดูจะตรงกับนิมิตของนักบุญยอห์น บอสโกยังไงยังงั้น  และ หากเราลองมาพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน  ถ้าพระคาร์ดินัล Ratzinger ได้รับเลือกจากบรรดาพระคาร์ดินัล(College of Cardinals) อันอาจก่อให้เกิดความแปลกใจอย่างใหญ่หลวง  ใครๆก็อาจพูดได้ว่า การได้รับเลือกของพระองค์ ดูจะเกิดทันทีทันใดหลังความตายของพระสันตะปาปา....โปรดระลึกถึงความฝัน แม้จะเป็นการพยากรณ์จากภาพนิมิต แต่ก็เป็นสัญลักษณ์และใช้ภาษาสัญลักษณ์....ที่น่าตื่นเต้นมาจากนิมิตฝันของท่านนักบุญยอห์น บอสโก ซึ่งเสริมการพยากรณ์ของนักบุญมาลาคี  คำพยากรณ์อันเป็นความลับข้อที่สามของฟาติมา ฯลฯ ด้วย.

                              AMDG     ----      Alan   Petervich
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 25, 2010, 12:04:05 AM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #41 เมื่อ: ¹ 22, 2010, 10:56:05 PM »

 ยิ้ม                         วันสิ้นโลกแบบคาทอลิกแท้จริง

            คำทำนายจากบรรดานักบุญและพระสันตะปาปาของศาสนจักรคาทอลิก
                                       กำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้!

                    การพยากรณ์ทำนายเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั้น มีมาหลายกระแสหรือหลายทิศทาง จากบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี  บางครั้งเป็นคำพยากรณ์ที่อ้างว่ามาจากสวรรค์ คือจากพระเยซูเจ้าพระองค์เอง  มาจากพระแม่มารีย์ที่ทรงประจักษ์แก่”ผู้มีบุญ”บางท่าน  อย่างไรก็ดี  ยังมีคำทำนายอีกมากที่พวกเราน่าจะนำมาศึกษา เป็นพิเศษจากบรรดานักบุญชายหญิงและพระสันตะปาปาหลายท่าน รวมทั้งจากผู้ที่น่าเคารพอีกหลายคน  เราจะทยอยนำลงใน”กระดานสนทนาคาทอลิก”ไปเรื่อยๆ  จนคิดว่าน่าจะพอให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดังนี้ :

 St. Anthony the Abbot ( 4th Century )
“มนุษย์จะยอมแพ้ต่อจิตวิญญาณแห่งยุค  พวกเขาจะพูดว่าถ้าได้มามีชีวิตในยุคของเราปัจจุบันนี้ ความเชื่อจะซื่อๆและง่ายๆ  แต่ในสมัยพวกเขา พวกเขาจะพูดว่าสิ่งต่างๆดูซับซ้อน  พระศาสนจักรได้รับการหล่อเลี้ยงถึงทุกวันนี้ และทำให้มีความหมายต่อปัญหาของปัจจุบัน  เมื่อพระศาสนจักรและโลกเป็นหนึ่งเดียว เวลานั้นแหละวันที่ว่าใกล้เข้ามาแล้ว”

<a href="http://www.metacafe.com/fplayer/1034938/metacafe.swf" target="_blank">http://www.metacafe.com/fplayer/1034938/metacafe.swf</a>"

St. Senanus ( 6th Century )
“ความผิดหลงจะแสดงให้เห็นว่าชนชั้นมนุษย์ที่นั่งพิพากษาเพื่อคดีตามกฎหมาย คือ ระหว่างบิดาและบุตรชาย การฟ้องร้องเป็นคดีความจะคงมีอยู่ต่อไป  นักบวชของพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ จะติดอกติดใจในความผยองและความอยุติธรรม  ผู้หญิงจะสละทิ้งความกระดากอาย และร่วมชายคากับผู้ชายโดยปราศจากพันธะการแต่งงาน”

St. Columcille or Columba ( 521 – 597 )
“ 7 ปีก่อนวันสิ้นโลก  ทะเลจะกลืนเอา Eirin ( Ireland )ในอุทกภัยเพียงครั้งเดียว.”

St. Hildegard ( 12th Century )
“เวลากำลังใกล้เข้ามา เมื่อจ้าวนายและประชาชนจะปฏิเสธอำนาจของพระสันตะปาปา บางประเทศจะยึดถือคารวะผู้นำศาสนาของพวกเขาเหนือพระสันตะปาปา  จักรวรรดิเยอรมันจะแบ่งแยก ( WW 2 )
          ก่อนดาวหางจะมา (Nibiru aka Planet X?) ชาติหลายชาติจะแพร่ระบาดด้วยความต้องการหลายๆอย่างและความอดอยาก  ชาติใหญ่ในมหาสมุทรที่ประชากรหลากเผ่าพันธุ์และเชื้อสาย จะถูกทำลายล้างด้วยแผ่นดินไหว พายุแรงกล้าและคลื่นยักษ์ มันจะถูกแบ่งแยกและส่วนใหญ่จะจมลงใต้น้ำ ดาวหาง ซึ่งด้วยแรงกดดันน่าสะพรึงกลัวจากมหาสมุทรและอุทกภัยในหลายประเทศ จะก่อให้เกิดความต้องการสารพัดและเกิดโรคระบาดนานาชนิด  เมืองริมฝั่งมหาสมุทรทั้งหมดจะอยู่อย่างสะพรึงกลัว และหลายเมืองจะถูกทำลายด้วยคลื่นยักษ์(สึนามิ)  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะถูกทำลายไป และแม้ผู้หลบหนีภัยก็จะตายจากเชื้อโรคน่าสยอง เพราะว่าไม่มีเมืองใดเลยเหล่านี้จะมีคนที่อาศัยอยู่ประพฤติปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า.”


ตรงข้ามกับการโจษจรรของคน ไม่มีประจักษ์พยานแท้จริงใดๆที่ว่า Mother Shipton เป็นแม่มด  มีการยืนยันวาเธอเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1488 และรับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิกในชื่อ Ursula Sonthiel

          นี่คือบางตอนจากคำพยากรณ์ทำนายของเธอ

          “มังกรพ่นไฟจะบินข้ามท้องฟ้า 6 ครั้งก่อนโลกจะดับ  มนุษยชาติจะตัวสั่นและตื่นตระหนกจากผู้ถือสาส์นในคำพยากรณ์นี้  เป็นเวลา 7 วัน 7 คืนมนุษย์จะเห็นภาพน่าสยอง  เกลียวคลื่นจะสูงเกินระดับที่เคยเห็น เซาะกร่อนสลายฝั่ง และครั้นแล้วบรรดาภูเขาจะเริ่มส่งเสียงคำรามและแผ่นดินไหวจะแยกท้องทุ่งจนถึงฝั่งทะเล และน้ำเจิ่งนองท่วมท้นเข้ามา เหนือพื้นดิน ด้วยเสียงกึกก้องติดต่อกันจนมนุษยชาติพากันหมอบคลานในหนองบึงที่เต็มด้วยโคลนเลน และแยกเขี้ยวคำรามใส่เพื่อนๆของพวกเขา.”



  “การลงโทษสั่งสอนจะมาเมื่อรถม้าจะวิ่งได้โดยไม่มีม้า และอุบัติเหตุหลายอย่างก่อให้เกิดศัตรูเต็มโลก  มันจะมาเมื่อความนึกคิดโบยบินไปรอบโลกชั่วพริบตา  เมื่อท่อยักษ์ยาวจะทำขึ้นด้วยเครื่องจักรที่ไม่ใช้ม้าลาก  เมื่อมนุษย์สามารถบินได้ในอากาศและขับเคลื่อนบนทะเล  เมื่อเรือทะเลทั้งลำทำด้วยโลหะ  เมื่อไฟและน้ำก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์  เมื่อคนยากจนจะอ่านหนังสือออก  และบรรดาภาษีจะเรียกเก็บเพื่อให้ถึงระดับนำไปทำสงครามได้

          เมื่อรูปภาพดูเหมือนมีชีวิต มีการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ  เมื่อเรือจะว่ายเหมือนปลาใต้ท้องสมุทร  เมื่อมนุษย์บินเร็วกว่านกส่งเสียงคำรามในท้องฟ้า และครึ่งโลกหลั่งชุ่มโชกด้วยเลือดก็จะตายไป.”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 25, 2010, 05:24:33 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #42 เมื่อ: ¹ 27, 2010, 11:16:29 AM »

 ยิ้ม เศร้า                               วันสิ้นโลกแบบคาทอลิกแท้จริง 2

Bishop Christianos Ageda (12th Century)
“ในศตวรรษที่ 20 จะมีสงครามและความรุนแรงซึ่งจะกินเวลานาน : อาณาจักรทั้งหลายจะว่างเปล่าไม่มีผู้อยู่อาศัย และราชอาณาจักรจะเกิดความระส่ำระสาย  ในหลายที่ แผ่นดินจะถูกปล่อยไว้ไม่มีการไถหว่าน และจะมีฆาตกรรมยิ่งใหญ่ต่อคนชั้นสูง  มือขวาของโลกจะกลัวมือซ้าย  และทางเหนือจะเอาชนะทางใต้.

Joannes Friede (1204 – 1257)
“ เมื่อเวลายิ่งใหญ่จะมาถึง ซึ่งมนุษยชาติจะเผชิญการทดลองหนักหนาสากรรจ์สุดท้าย จะปรากฏลางๆโดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ  การแปรปรวนระหว่างเย็นและร้อนจะกลับแรงกล้าขึ้น  บรรดาพายุจะมีผลทำลายล้างรุนแรง  แผ่นดินไหวจะทำลายดินแดนกว้างใหญ่ และทะเลจะท่วมท้นเหนือแผ่นดินต่ำต่างๆ  ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นผลเกิดจากธรรมชาติ แต่มนุษยชาติจะทะลุทะลวงเข้าสู่ดินแดนต่ำและสูงขึ้นสู่เมฆ ด้วยการเสี่ยงกับความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง  ก่อนที่พลังแห่งการทำลายล้างจะสำเร็จตามรูปแบบนั้น จักรวาลจะถูกเหวี่ยงเข้าสู่ความไร้ระเบียบ และยุคเหล็กจะจมลงสู่ความไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น
          เมื่อกลางคืนจะเต็มด้วยความหนาวเย็นสุดๆยิ่งขึ้นแต่กลางวันกลับเต็มไปด้วยความร้อน จะเกิดชีวิตใหม่ขึ้นในธรรมชาติ อีกเพียงสองสามปีต่อมา พวกท่านจะกังวลว่าแสงอาทิตย์อ่อนลงอย่างผิดสังเกต  และเมื่อแสงสว่างประดิษฐ์จะหยุดให้บริการ นั้น เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในท้องฟ้าสวรรค์มาใกล้แล้ว.”

St. Vincent Ferrer (14th Century)
“ ในวันแห่งศานติที่จะมาหลังความเศร้าสลดจากการปฏิวัติและสงคราม ก่อนโลกสิ้นสุด คริสตชนจะอ่อนล้าในการปฏิบัติศาสนกิจจนพวกเขาจะปฏิเสธที่จะรับศีลกำลัง โดยพูดว่า ‘ เป็นศีลที่ไม่จำเป็นเลย’ “

John of the Cleft Rock (14th Century)
“ สู่วันสุดท้ายของโลก ทรราชและม๊อบปรปักษ์จะปล้นสะดมวัดและนักบวช ยึดเอาทรัพย์สินทั้งหมด และจะทำให้พวกเขาลำบากและฆ่าพวกเขาประหนึ่งมรณสักขี  ผู้ใดที่ด่าทอพวกเขาได้สุดๆจะได้รับการนับถือนิยมชมชอบ  การทนทุกข์ทรมานของคริสตชนจะใหญ่กว่าเวลาในอดีตใดๆในประวัติศาสตร์  แต่พระเป็นเจ้าจะทรงประทานพระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์และทูตสวรรค์จะชื่นชมยินดี  ผู้ตรัสรู้อาศัยพระเป็นเจ้าผู้นี้จะฟื้นฟูสร้างใหม่สำหรับโลกทั้งครบ อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน  ท่านจะนำทุกๆคนไปสู่ความเชื่อที่แท้จริง.”

Maria Laach Monastery (16th Century)
“ ศตวรรษที่ 20 จะนำความตายและการทำลายล้าง การละทิ้งความเชื่อ(apostacy)จากพระศาสนจักร(Vatican II Apostacy ?)  จะเกิดความไม่ลงรอยในครอบครัว ในเมือง และในรัฐบาล  มันจะเป็นศตวรรษของมหาสงคราม 3 ครั้งโดยมีช่วงสงบเล็กน้อย  สงครามเหล่านั้นจะทำลายล้างรุนแรงกว่าและเลือดโชกกว่า และจะเหลือซากปรักหักพังไม่เพียงแต่เยอรมัน แต่สำหรับทุกประเทศทั้งตะวันออกและตะวันตกในที่สุด
          หลังจากการพ่ายแพ้ของเยอรมันก็จะเกิดสงครามใหญ่ตามมาอีก  จะไม่มีปังสำหรับประชาชนต่อไป และไม่มีฟางหรือหญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์  เมฆพิษร้ายที่เกิดจากมือมนุษย์จะตกพรูลงมาและทำลายล้างทุกสิ่ง  จิตมนุษย์จะถูกยึดครองด้วยความวิกลจริต”

บุญราศรี Bartholomew Holzhause (17th Century)
“ ยุคที่ห้าของศาสนจักร ซึ่งเริ่มประมาณปี 1520 จะสิ้นสุดลงด้วยการมาถึงของพระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์และกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจที่ได้รับพระนามว่า “ความช่วยเหลือพระเป็นเจ้า” เพราะว่าพระองค์จะฟื้นฟูทุกสิ่ง  ยุคที่ห้าเป็นหนึ่งในความทุกข์ลำบาก ความเศร้าสลด ความต่ำต้อย และความยากจนสำหรับศาสนจักร  พระเยซูคริสต์จะทำให้ประชากรของพระองค์บริสุทธิ์ ด้วยสงครามหฤโหด ความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  โรคติดต่อนานาชนิด และความหายนะน่าสยดสยอง  พระองค์จะทรงอนุญาตให้เกิดความทุกข์ยากลำบาก และทำให้ศาสนจักรลาตินอ่อนแอลงโดยการเกิดการแปลงความเชื่อ(heresy)มากมาย  มันเป็นยุคแห่งการเอาใจออกห่าง ความหายนะและการทำลายล้างถอนรากถอนโคน  คริสตชนเหล่านั้นซึ่งรอดจากคมหอกคมดาบ จากโรคห่าและความหิวโหยเพราะไม่มีอาหาร จะเหลือน้อยบนโลก
          ในช่วงเวลานี้ มนุษย์จำนวนมากจะโหยหาอิสรภาพแห่งมโนธรรมมาถึงเขาบ้าง เป็นคนประเภทนั้นที่ท่าน Jude อัครสาวกพูดถึงเมื่อท่านกล่าวว่า “ คนเหล่านี้ด่าทอให้ร้ายในสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ และพวกเขาลดค่าอะไรก็ตามที่พวกเขารู้โดยธรรมชาติ เหมือนสัตว์ไม่รู้จักหาเหตุผลในการกระทำ”  พวกเขาจะหัวเราะเยาะความซื่อๆของคริสตชน : พวกเขาจะเรียกว่าโง่เง่าและเหลวไหล  แต่จะให้ความนับถือสูงสุดสำหรับความรู้ทันสมัยและความชำนิชำนาญ ซึ่งเสมือนแก่นของกฎเกณฑ์  การยอมรับความมีศีลธรรม กฎหมายพระศาสนจักรและแก่นคำสอนของศาสนาจะปกคลุมเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีความหมาย และก่อให้เกิดข้อโต้แย้งโดยไร้เหตุผล


" <a href="http://www.youtube.com/v/2vWCsq7GSSI" target="_blank">http://www.youtube.com/v/2vWCsq7GSSI</a>"
          เป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย ศตวรรษที่เต็มด้วยอันตรายและความทุกข์ทรมาน การแปลงความเชื่อ(heretic)จะมีทั่วไป และสาวกของพวกนี้อยู่ในอำนาจเกือบทุกแห่ง พระเป็นเจ้าจะทรงอนุญาตความชั่วร้ายยิ่งใหญ่ต่อศาสนจักร  พวกเฮเรติ๊กและทรราชจะมาทันทีทันใดและไม่คาดฝัน  พวกเขาจะทะลวงพังเข้าไปในศาสนจักรคาทอลิก.”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ¹ 27, 2010, 12:48:52 PM โดย Petervich » บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #43 เมื่อ: Ҥ 03, 2010, 09:53:57 PM »

 ยิ้ม                          วันสิ้นโลกแบบคาทอลิกแท้จริง 3

บุญราศี Mary of Agreda (17th Century)
“ มีการเปิดเผยแก่ฉันว่า อาศัยคำเสนอของพระมารดาของพระเป็นเจ้า พวกเฮเรติกจะหายไป  ชัยชนะนี้เหนือพวกแปลงความเชื่อ(heretics)ได้รับการสงวนไว้จากพระคริสต์เพื่อพระมารดาของพระองค์เท่านั้น....ก่อนการมาถึงของพระคริสต์ พระนางมารีย์ต้องรุ่งโรจน์ในพระเมตตามากกว่าที่เคย ในความทรงพลังและพระหรรษทาน เพื่อจะนำผู้ไม่เชื่อเข้าสู่ความเชื่อคาทอลิก”

Sister Marianne de Jesus Torres (17th Century)
“ พระตรีเอกภาพได้ยืนยันความปรารถนาของพระราชินีสวรรค์ของฉัน  ให้ความมั่นใจว่า พระเป็นเจ้าจะทรงอวยพระพรแก่ทุกคน ซึ่ง อาศัยการสนับสนุนและความช่วยเหลือของพวกเขา อุทิศตนในการสร้างพระรูปศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับบรรดาคนทั้งหมดที่ช่วยเผยแผ่ความศรัทธา(ต่อพระแม่แห่งความสำเร็จดีเยี่ยม)ตลอดหลายศตวรรษ ทำให้แผ่แพร่ไปซึ่งกำเนิดและการประจักษ์เหล่านี้ในศตวรรษที่ 20  นี้จะเป็นเวลาเสื่อมสลายของประเพณีต่างๆ  ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการบรรพชาจะได้รับการหัวเราะเยาะ ถูกกดขี่เย้ยหยัน เพราะในการทำเช่นนี้ คนนั้นจะหยามหยันและหลู่เกียรติศาสนจักรของพระเป็นเจ้า และแม้แต่พระเป็นเจ้าพระองค์เอง ซึ่งได้รับการเป็นตัวแทนโดยพระสงฆ์  ปีศาจจะพยายามเบียดเบียนข่มเหงผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้”

บุญราศี Rembordt (18th Century)
“ พระเป็นเจ้าจะลงโทษโลกเมื่อมนุษย์ได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์น่าพิศวง  ซึ่งจะนำพวกเขาให้ลืมพระเป็นเจ้า (คำพยากรณ์ถึงสื่อซึ่งคนจำนวนมากเสียเวลากับมัน)  พวกเขาจะมีรถที่ไม่ต้องใช้ม้าลาก จะบินได้เหมือนนก”

ความลิงโลดแห่ง Tours (19th Century)
“ ก่อนสงครามจะระเบิดขึ้นอีก อาหารจะหายากและแพงมาก  จะมีงานทำน้อยมากสำหรับคนทำงาน  และบิดาทั้งหลายจะได้ยินลูกๆร้องหาอาหาร  จะมีแผ่นดินไหวและเครื่องหมายหลายอย่างในดวงอาทิตย์  เมื่อ(โลก)จะสิ้นสุด ความมืดจะเข้าปกคลุมโลก เมื่อทุกคนเชื่อว่าสันติภาพมีแน่ เมื่อทุกคนอย่างน้อยก็เชื่อเช่นนั้น เหตุการณ์ใหญ่จะเริ่มขึ้น การปฏิวัติจะระเบิดขึ้นในอิตาลีเกือบเวลาเดียวกันกับในฝรั่งเศส เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่พระศาสนจักรจะไม่มีพระสันตะปาปา”

Pope Pius XII (1876 – 1958)
“ จะมีข่าวลือเป็นครั้งคราวถึงภาพนิมิตและปรากฎการณ์”ทูตสวรรค์”เกี่ยวข้องกับท่าน Pius XII ในระหว่างช่วงดำรงตำแหน่งสันตะปาปาของท่าน (1939 – 1958)  หลังจากหนึ่งในภาพนิมิตลี้ลับท่านได้บอกหนึ่งในผู้ช่วยของท่านว่า “ มนุษยชาติต้องเตรียมตัวรับความทนทุกข์ทรมานแบบที่ไม่เคยประสพมาก่อน”  พระองค์ได้แสดงความสะดุ้งตกใจกลัว ในสิ่งที่ท่านได้เห็นเผชิญมนุษยชาติในอนาคตไม่ไกลนัก  โดยบรรยายเวลาเหล่านั้นเป็นประหนึ่ง “มืดที่สุดตั้งแต่เกิดสิ่งชวนให้หลงเข้าใจผิดนี้”

      <a href="http://www.youtube.com/v/Dlr90NLDp-0" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Dlr90NLDp-0</a>


Pope Pius IX (1792 – 1878)
“ โดยที่โลกทั้งครบต่อสู้พระเป็นเจ้าและศาสนจักรของพระองค์ ปรากฏเห็นชัดว่า พระองค์ได้สำรองชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูไว้ด้วยพระองค์เอง  นี้จะเห็นชัดกว่า เมื่อได้พิจารณารากเหง้าของความเลวร้ายปัจจุบันของพวกเรา ที่จะพบในความจริงว่า บรรดาคนที่มีความสามารถพิเศษและความกระตือรือร้น จะกระหายสิ่งพอใจทางโลก และจะไม่เพียงสละทิ้งพระเป็นเจ้า แต่ยังจะบอกปัดไม่ยอมรับพระองค์ด้วย.




          ดังนั้นจะปรากฏว่าพวกเขาไม่สามารถถูกนำกลับมาในทางใดทางหนึ่ง เว้นแต่อาศัยการกระทำที่ไม่สามารถบรรยายต่อสำนักใดๆ และดังนั้นทุกคนจะถูกบังคับให้เล็งดูวิธีเหนือธรรมชาติ....
          จะเกิดมีความน่าพิศวงยิ่งใหญ่ ซึ่งจะเต็มโลกด้วยความพิศวงงงงัน สิ่งมหัศจรรย์นี้จะนำหน้าด้วยชัยชนะของการปฏิวัติ พระศาสนจักรจะทนทรมานถึงขีดสุด ผู้รับใช้และแม้แต่หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานจะถูกเยาะเย้ย ถูกลงโทษรุนแรงและกลายเป็นมรณสักขี”

บุญราศี Anna Maria Taigi (19th Century)
“ พระเป็นเจ้าจะทำการลงโทษสองอย่าง  อย่างหนึ่งอยู่ในรูปของสงครามและการปฏิวัติและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ มันจะเกิดบนโลก  อีกอย่างหนึ่งจะถูกส่งมาจากสวรรค์ จะมีทั่วโลกทั้งครบคือความมืดสุดๆกินเวลาสามวันและสามคืน ไม่เห็นอะไรเลย และอากาศจะปกคลุมด้วยโรคร้ายที่จะทำลายชีวิตมนุษย์จำนวนมาก  เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้แสงสว่างผลิตจากมนุษย์ระหว่างความมืดนี้ เว้นแต่เทียนเสก  ผู้ใดที่ขาดความระมัดระวัง เปิดหน้าต่างเพื่อมองออกไปนอกบ้าน หรือออกจากบ้าน จะตายตรงนั้น!  ระหว่างสามวันสามคืนนี้ ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน  สวดสายประคำและวิงวอนขอความเมตตาจากพระเป็นเจ้า อากาศจะเป็นสิ่งติดเชื้อโดยปีศาจ ซึ่งจะปรากฏภายใต้รูปแบบซ่อนเร้นทุกชนิด.”

Marie – Julie Jahenny (19th Century)
“ วิกฤติการณ์จะระเบิดทันทีทันใด  การลงโทษจะได้รับทั่วกันหมด และจะลามไปหาทีละคนๆโดยไม่มีการหยุดชงัก  สามวันที่มีความมืดคือวันพฤหัสบดี วันศุกร์และวันเสาร์ ระหว่างสามวันแห่งความมืดนี้ อย่าเปิดหน้าต่างใดเพราะไม่มีใครสามารถมองเห็นโลกและสีน่ากลัวที่ปรากฏในวันแห่งการลงโทษมนุษย์โดยไม่ตายทันที!
          ไม่มีผู้ใดที่อยู่นอกที่อยู่อาศัยจะอยู่รอด....ก้อนเมฆสีแดงเหมือนเลือดจะเคลื่อนผ่านท้องฟ้า  เสียงสนั่นของฟ้าผ่าฟ้าร้องจะเขย่าโลก และฟ้าแลบแปร๊บปร๊าบน่าสะพรึงกลัวจะพุ่งเป็นเส้นสายบนท้องฟ้านอกฤดูกาล  โลกจะถูกเขย่าสั่นไหวถึงพื้นฐานรากชั้นใต้  ทะเลจะสูงขึ้น คลื่นที่ส่งเสียงสนั่นจะกระจายไปทั่วทุกทวีป  ร่างกายทั้งของคนคดโกงชั่วร้ายและคนเที่ยงธรรมจะปกคลุมแผ่นดินโลก  สามในสี่ของประชากรโลกจะสูญสิ้นไป  พลเมืองครึ่งหนึ่งของฝรั่งเศสจะถูกทำลายไป.”
บันทึกการเข้า
Petervich
Sr. Member
****
กระทู้: 258


ดูรายละเอียด
« ตอบ #44 เมื่อ: Ҥ 20, 2010, 07:42:37 PM »

 ฮืม                                       วันสิ้นโลกแบบคาทอลิกแท้จริง 4

St. Francis of Asisi ( 12th Century )
“ จะมีสันตะปาปาที่ได้รับเลือกแบบไม่ถูกกฎเกณฑ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดลัทธิแยกกลุ่มศาสนาหรือ Schism ( John XXIII ซึ่งประกาศกฤษฎีกาจัดการประชุม Vatican Council II นั้นหลายคนเชื่อว่าการประชุมดังกล่าวเป็น heretic ) จะมีความคิดหลากหลายเทศน์สอน ซึ่งจะก่อให้เกิดอะไรมากมาย แม้ในคณะนักบวชต่างๆก็งุนงงสงสัย – ใช่ – ถึงกับเห็นด้วยกับพวกเฮเรติกเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้คณะของอาตมาแตกแยก ครั้นแล้วก็จะเกิดการแตกแยกและการเบียดเบียนทั่วไปจนดูว่า ถ้าเวลาดังกล่าวไม่สั้นลงแล้ว แม้แต่ผู้ได้รับเลือกสรรก็คงสูญสิ้นไป.”

Pope Leo XIII ( 1810 – 1903 )
“ วันที่ 13 ตุลาคม 1884 ท่าน Leo พึ่งเสร็จพิธีมิสซาในวัดน้อยส่วนตัวแห่งหนึ่งของวาติกัน ท่านยืนนิ่งตรงบันไดขั้นสุดเชิงพระแท่น  ทันใดนั้นท่านหน้าซีดเผือดและล้มลงที่พื้นวัด  หลังจากไม่กี่นาทีในสภาพคล้ายสภาวะไม่รู้สึกตัว ฟื้นคืนมาและพูดจากับผู้คนรอบตัวท่านว่า : “ โอ, อาตมาได้รับอนุญาตพิเศษให้เห็นภาพน่าสยดสยองจริงๆ !”  สิ่งที่ท่าน Leo ได้เห็นปรากฏนั้น ต่อมามีการบอกเล่าจากผู้พูดคุยกับท่านณเวลาที่ท่านเห็นภาพนิมิตนั้น ว่า เป็นช่วงเวลาประมาณหนึ่งร้อยปี เมื่ออำนาจซาตานจะถึงสุดยอดของมัน  ช่วงเวลานั้นคือศตวรรษที่ยี่สิบ  ท่าน Leo สะเทือนใจมากจากภาพการทำลายคุณค่าทางจิตวิญญาณและทางศีลธรรม ทั้งภายนอกและภายในพระศาสนจักร  จนท่านต้องเขียนบทสวดภาวนาและให้พระสงฆ์ทุกองค์ต้องสวดเมื่อจบพิธีมิสซาทุกแห่งในพระศาสนจักรคาทอลิก คือบทภาวนาต่ออัครทูตสวรรค์ Michael Archangel  ต่างสวดติดต่อกันมาจนกระทั่งพิธีมิสซาแบบดั้งเดิมมีการปรับปรุงใหม่เป็นแบบ Novus Ordo หลัง Vatican Council II”  จึงมีผู้ยกเลิกบทภาวนานี้ – น่าเสียดายมาก ( Vatican Council II มีผู้ทำนายว่า จะทำให้เสื่อมความเชื่อถือต่างออกไป- Heretic – และเป็นการทิ้งความเชื่อ – Apostasy – ครั้งใหญ่ของความเชื่อคาทอลิก ! )

          ภาพนิมิตของพระสันตะปาปา Pope Leo XIII
          13 ตุลาคม 1884
          33 ปีพอดีนับวันก่อนที่จะปรากฏอัศจรรย์ใหญ่ของดวงอาทิตย์ที่ฟาติมา คือวันที่ 13 ตุลาคม 1884  พระสันตะปาปา Leo ที่ 13 ได้เห็นภาพนิมิตน่าตื่นใจ!  เมื่อองค์สันตะปาปาสูงอายุทำมิสซาเสร็จในวัดน้อยส่วนตัววาติกัน มีผู้ร่วมพิธีเป็นพระคาร์ดินัลสองสามองค์และสมาชิกพนักงานของสำนักงานวาติกัน  ทันทีทันใดท่านหยุดยืนนิ่งที่เชิงบันไดพระแท่น ท่านยืนตรงนั้นประมาณ 10 นาที นิ่งประหนึ่งเข้าฌาน หน้าซีดขาว(บางคนเล่าว่าท่านเป็นลมล้มลง)  ครั้นแล้ว เดินตรงเข้าห้องเปลี่ยนชุด ตรงไปที่ทำงาน หยิบปากกาขึ้นมาแต่งบทสวดภาวนาถึงนักบุญมีคาแอล ( ท่านคงคิดว่ามีท่านอัครทูตสวรรค์มีคาแอลองค์เดียวเท่านั้นที่เจ้าซาตาน - ลูซีแฟร์ กลัวเกรง )และได้ออกคำสั่งให้พระสงฆ์ทุกองค์ของโรมันคาทอลิกใช้เป็นบทสวดหลังพิธีมิสซาน้อย(Low Mass)ทุกวัดในโลก เมื่อมีผู้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น ท่านอธิบายว่า ขณะที่กำลังจะออกจากเชิงพระแท่น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง – สองเสียง เสียงหนึ่งนุ่มและท่าทางใจดี อีกเสียงหนึ่งสำรากหยาบกร้าน  เสียงทั้งสองดังมาจากตรงใกล้ๆตู้ศีล  เมื่อท่านหยุดนิ่งฟัง ก็ได้ยินเสียงสนทนาดังนี้ :
         
          เสียงหยาบห้าว เสียงของซาตานที่แสดงความเย่อหยิ่ง ก้าวร้าวต่อพระเป็นเจ้าว่า
          “ข้าสามารถทำลายศาสนจักรของพระองค์นะ”
       
          เสียงนุ่มของพระเป็นเจ้า “แกทำได้หรือ?  ก็ลองเดินหน้าและทำดูซี”

          ซาตาน “จะให้ทำ ข้าต้องการเวลามากกว่านี้และอำนาจมากกว่านี้!”

          พระเป็นเจ้า “จะใช้เวลานานเท่าใดละ? อำนาจมากขนาดไหน?”

          ซาตาน “ 75 ถึง 100 ปี และขออำนาจเพิ่มเหนือคนที่จะมามอบกายรับใช้ข้า”

          พระเป็นเจ้า  “แกจะได้เวลาที่ต้องการ  แกจะได้อำนาจที่ขอ  ทำไปเลยตามที่
                            แกอยากจะทำ”

          ภาพนิมิตนี้เกิดในปี 1884  ปีศาจมันบอกว่าต้องการเวลา 75 ถึง 100 ปี  ถ้าอย่างนั้น 75 ปีนับจากปี 1884 ก็จะเป็นปี 1959  ในวันที่ 25 มกราคม 1959 พระสันตะปาปา John XXIII ได้ประกาศสมณกฤษฎีกาเรียกประชุมสังคายนาวาติกันที่ 2 ( Vatican Council II ที่หลายคนมองว่าเป็นเฮเรติก !!!

                           AMDG     ----    Alan   Petervich
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!